เรื่องแนะนำ
Powered by
|
ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
โดย นาวาเอกวิพันธุ์ ชมะโชติ
ท่ามกลางไฟใต้ที่ลุกโชนเหนือพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนมานานนับปี
เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนหนึ่ง ทั้งที่เป็นทหารตำรวจและฝ่ายปกครอง ต้องสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บ อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเทเสียสละ ไม่หวาดหวั่นต่ออันตรายที่ล้อมรอบเรียงรายอยู่ในทุกตารางนิ้ว
เจ้าหน้าที่หลายคนที่โชคร้ายตกเป็นเหยื่อจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสด้วยตนเองถึง 'เกียรติยศ' และพระมหากรุณาธิคุณอันสูงส่ง ที่พระราชทานมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ซึ่งทรงรับรู้ถึงความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ผู้สละชีวิตเป็นชาติพลี
บางคนเท่านั้นที่โชคดีเหลือล้นและสามารถเฉียดผ่าน 'ความตาย' มาได้อย่างน่าอัศจรรย์
หนึ่งในจำนวนนั้นมีนายทหารนาวิกโยธินแห่งกองทัพเรือที่ชื่อ เรือเอกประทีป อนุมณี รวมอยู่ด้วย
อดีตผู้บังคับกองร้อยทหารราบของหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ผู้นี้ เป็นเจ้าของ 'เหรียญกล้าหาญ' จากการปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้ายที่ บ้านดูซงญอ จังหวัดนราธิวาส
ปัจจุบันเขาอยู่ในวัย 38 ปี มียศเป็น 'นาวาโท' และเลือกที่จะกลับไปทำงานในพื้นที่อันตรายอีกครั้งทั้งที่ดินแดนแห่งนั้นเกือบจะคร่าชีวิตของเขาไปแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน
ตำบลดูซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543
.
อดีตนักเรียนนายเรือรุ่น 87 เรือเอกประทีป อนุมณี และทหารนาวิกฯ ในบังคับบัญชาของเขา ซึ่งปฏิบัติภารกิจร่วมกับทหารพราน และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากชุดปฏิบัติการพิเศษ ออกลาดตระเวนพื้นที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
โดยไม่รู้ว่าปรปักษ์กองกำลังกลุ่มก่อการร้าย 'พูโลใหม่' ภายใต้การนำของ 'สะรี ตะโล มีญอ' ซึ่งแตกหนีมาจากการโจมตีกวาดล้างในคืนวันก่อน ได้ 'ซุ่มเงียบ' รอคอยการเข้ามาของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ
ซึ่งไม่กี่อึดใจ ทั่วบริเวณอันสงบเงียบ กลับบังเกิดเสียงกัมปนาทกึกก้องราวกับฟ้าผ่า พร้อมๆ กับเสียงแผดระรัวอื้ออึงของห่ากระสุน
เรือเอกประทีปถูกระดมยิงเข้าใส่ก่อนโดยไม่ทันรู้ตัว แต่เหล่าทหารนาวิกโยธินซึ่งเป็น 'กำลังหลัก' ในการเข้าตี สนับสนุนด้วยทหารพรานและเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้รวนเรเสียขบวน
เสียงร้องตะโกนแข่งกับเสียงปืนดังกึกก้องไปทั่ว สิ่งสุดท้ายที่เรือเอกประทีปเห็นและจำได้ระหว่างการปะทะที่ตำบลดูซงญอในวันนั้น คือทหารนาวิกโยธินทั้งหมดได้ติดตามผู้บังคับกองร้อยเข้ายิงประจัญบานกับฝ่ายตรงข้ามในระยะประชิด
แล้วสิ่งที่ทุกคนเห็นในบัดดล คือร่างของเรือเอกประทีปหมุนคว้างลงไปกระแทกพื้น ปืนกระเด็นหลุดจากมือก่อนที่ทุกอย่างในความรู้สึกของเรือเอกประทีปจะดับวูบลง
เรือเอกประทีปไม่มีโอกาสรู้เลยว่า ไม่กี่อึดใจจากนั้นการปะทะจบสิ้นลงพร้อมด้วย 'ชัยชนะ' ของทหารนาวิกโยธินที่มีเขาเป็นผู้นำ และโจรก่อการร้ายกลุ่มนายสะรี ตาโละ มีญอ ถูกกระสุนเสียชีวิตบริเวณพื้นที่สู้รบจำนวน 4 ศพ และยังหายเข้าไปตายในป่าอีก 2 ศพ
ร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือดของเรือเอกประทีปถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลยะลาในสภาพไม่ได้สติ อาการสาหัสจนต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่ แต่ก็ไม่มีความหมาย เมื่อคณะแพทย์ที่หาดใหญ่บอกว่าต้องส่งเข้ากรุงเทพฯ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพราะมีเครื่องมือที่ทันสมัยกว่า
เรือเอกประทีปได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชินูปถัมภ์
เขายังคงสลบไสลไม่ได้สติและอยู่ในสภาพ 'เจ้าชายนิทรา' ต่อไปอีกเดือนเศษก่อนจะลืมตาขึ้นมาเป็นครั้งแรกในวันที่ 16 มีนาคม 2543
พิษสงของกระสุนพุ่งเข้าใส่ศีรษะทำให้เรือเอกประทีปกะโหลกแตกและสูญเสีย 'สมองซีกขวา' ไปบางส่วน
ผลที่ตามมาคือร่างกายซีกซ้ายของเขาอ่อนแรง การพูดและการเคลื่อนไหวช้าลง หูด้านขวาและบริเวณขมับยังคงมีร่องรอยจากบาดแผลปรากฏให้เห็นอย่างถนัดจนถึงปัจจุบัน
เรือเอกประทีปต้องต่อสู้อย่างยาวนาน กินเวลาเกือบ 8 เดือน อีกทั้งยังต้องใช้กำลังกายกำลังใจอย่างยิ่งยวด ที่จะทำให้ตนเองกลับสู่สภาพที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บให้มากที่สุด
วันที่พบกัน..ที่หอประชุมสถาบันวิชาการทหารเรือชั้นสูง วีรบุรุษจากตำบลดูซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้รับการเลื่อนยศเป็น 'นาวาตรี' มาแล้วเกือบสองปี และเพิ่งเสร็จจากการเข้ารับประกาศนียบัตรในพิธีจบการศึกษาโรงเรียนเสนาธิการทหารเรือสดๆ ร้อนๆ
ในฐานะศิษย์เก่า 'สามสมอ' นาวาตรีประทีปได้เปิดเผยแง่มุมชีวิตที่หลายคนอาจไม่นึกฝัน...
วัยเด็กของนาวาตรีประทีป เป็นชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ เช่นเดียวกับเด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น
'พ่อ' หัวหน้าครอบครัวถูกเจ้าหน้าที่ของทางการ 'อุ้ม' หายไปจากบ้านด้วยข้อหาเป็น 'แนวร่วม' ของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
'พ่อของผมถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปสอบสวน ทำให้แม่กับผมและพี่น้องตกใจกลัวกันมาก เราคิดว่าคงจะไม่ได้เห็นหน้าพ่ออีก แต่โชคดีที่พ่อได้กลับมา แต่ก็มีบาดแผลทำให้พ่อมีปัญหาทางด้านสายตามาจนทุกวันนี้'
'พ่อปลอบพวกเราว่าไม่ต้องกลัว ถ้ามีใครมาสอบถามก็ให้พูดไปตามความจริง ถ้าถูกถามว่าบ้านนี้ขายข้าวสารให้ ผกค.หรือเปล่า ก็ให้ตอบว่าเราขายให้กับทุกคนที่มาขอซื้อ เพราะถือว่าทุกคนเป็นคนไทย พ่อของผมยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ทำแต่ความดี มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น'
'ผมจำได้ว่ามีชาวบ้านหลายครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบระหว่างเจ้าหน้าที่กับ ผกค. เขตงานบ้านเขาแก้ว ทำให้ต้องอพยพหนีเพื่อความปลอดภัย พ่อของผมก็จัดที่พักให้ใกล้กับยุ้งข้าวของเราพร้อมทั้งเลี้ยงข้าวปลาอาหารด้วยความเต็มใจ'
'ผมเกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2512 บ้านอยู่ที่อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง พ่อชื่อกฤษณ์ แม่ชื่อหนูขาว มีพี่น้องทั้งหมด 9 คน เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเล็ก 4 คน ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลความเจริญ ผมเติบโตมายุคของการต่อสู้ระหว่างกองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กับกำลังทหาร ตำรวจ ของฝ่ายรัฐบาลเป็นไปอย่างรุนแรง'
ในยุคนั้นดินแดนด้ามขวาน พัทลุง ตรัง และสตูล ถือได้ว่าเป็น 'เขตอิทธิพล' ของผู้ก่อการร้าย โดยเฉพาะแถบเทือกเขาบรรทัด กลายเป็น 'ตำนาน' แห่งการต่อสู้รบพุ่งระหว่างคนไทยด้วยกัน
เมื่ออายุได้ 10 ขวบ เด็กชายก็ต้องลิ้มรสความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย ช่วงปี 2519 ถึง 2521 ขณะกำลังศึกษาอยู่ในชั้นประถมของโรงเรียนบ้านสวนโหนด
ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ยกกำลังเข้าปิดล้อมโจมตีฐานปฏิบัติการของทหารรัฐบาล ทำให้ทุกคนที่อยู่ในฐานถูกสังหารทั้งหมด ต่อมาเจ้าหน้าที่ของทางการยกกำลังเข้าโจมตีฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายในเขตงานบ้านเขาแก้ว อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2523
การสู้รบครั้งนั้นถือเป็น 'ศึกใหญ่' เพราะทางการต้องการกวาดล้างปราบปรามผู้ก่อการร้ายในเขตอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ขั้นเด็ดขาด
อีกทั้งถือเป็นวัน 'เสียงปืนแตก' จึงเลือกเอา วันที่ 7 สิงหาคม เป็นวันดี-เดย์ บรรยากาศในหมู่บ้านเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและหวาดกลัว
เมื่อเด็กชายจบการศึกษาชั้น ป.6 พ่อพาไปสมัครสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง เพื่อเรียนต่อในชั้น ม.1 ในวันแนะนำตัวเด็กชายจำได้ไม่ลืม
'ครูประจำชั้นให้ผมออกไปแนะนำตัว ผมบอกกับทุกคนว่าผมมาจากโรงเรียนบ้านสวนโหนด ตำบลตะแพน อำเภอควนขนุน ครูของผมได้ถามต่อหน้าเพื่อนๆ ร่วมชั้น ว่า 'เธอเป็นลูกคอมมิวนิสต์หรือ' ตั้งแต่นั้นมา ผมจึงได้รับสมญาจากเพื่อนๆ ว่า 'ไอ้ลูกคอมมิวนิสต์'
กว่าจะปรับตัวเข้ากับเพื่อนใหม่และเรียนหนังสือได้ดีขึ้นก็หลังจากเปิดเทอมที่สองไปแล้ว
ปี 2529 หนุ่มน้อยประทีปสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้ เขาเล่าว่าเข้าไปอยู่เตรียมทหารใหม่ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น นอกจากการพูดสำเนียงทองแดงแบบคนใต้ และความจริงใจที่มีให้กับเพื่อนใหม่
2 ปีต่อมา นักเรียนเตรียมทหารประทีป ก้าวขึ้นเป็นนักเรียนนายเรือ ที่เขาเลือกก็เพราะทหารนาวิกโยธินได้สวมชุดพราง สวมรองเท้าคอมแบต ถือปืนเข้าปะทะกับข้าศึก ดูเป็นชายชาติทหารมาก
หลังเข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 'ว่าที่เรือตรี' ประทีป ได้รับการบรรจุรับราชการครั้งแรกที่กรมนาวิกโยธิน ก่อนย้ายไปบรรจุในตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยปืนเล็กที่หนึ่ง กองพันทหารราบที่ 8 กรมทหารราบที่ 3 ค่ายกรมหลวงสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา
แล้วนาวิกโยธินหนุ่มก็มีโอกาสออกปฏิบัติราชการสนามครั้งแรก ในฐานะกำลังพลของหน่วยนาวิกโยธินเฉพาะกิจภาคใต้ ทำหน้าที่รองผู้บังคับกองร้อย ตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในบ้านสามัคคี ตำบลสุวารี อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส
'ตอนได้ยินชื่อบ้านสามัคคี ตำบลสุวารี ผมจินตนาการว่าคงจะเป็นหมู่บ้านที่น่าอยู่และมีธรรมชาติสวยงาม เพราะสุวารีแปลว่าสายน้ำ ชาวบ้านแถวนั้นคงจะมีความรักสามัคคีเหมือนชื่อหมู่บ้าน แต่เมื่อไปถึงมันกลับผิดไปจากที่ผมคิดไว้อย่างสิ้นเชิง บรรยากาศของที่นั่นเหมือนกับสมัยที่เป็นนักเรียนนายเรือและเดินทางไปฝึกภาคที่อินโดนีเซียหรือโซมาเลีย เพราะเต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศฟุ้งกระจาย ตำรวจตระเวนชายแดนถือปืนเอชเค เดินรักษาความสงบไปมา เหมือนอยู่ในภาวะสงคราม'
'ชื่อหมู่บ้านสองข้างทาง มันแปลกแปร่งหู เช่น บ้านตะโล๊ะหะลอ บ้านจะกั๊ว และอื่นๆ อีกมากจนจำแทบไม่ไหว'
ที่บ้านสามัคคี กองร้อยนาวิกโยธิน ตั้งฐานบังคับการสร้างด้วยไม้ไผ่หลังคามุงจาก มีอยู่ด้วยกัน 6-7 หลัง
เมื่อนาวิกโยธินหนุ่มเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่นาน เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น และแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน
กล่าวคือในวันรุ่งขึ้นกลุ่มโจรพูโลของนายฮาลียะได้ทิ้งใบปลิวข่มขู่ในหมู่บ้านให้ทางการคืนอาวุธและสิ่งของที่ยึดไป มิฉะนั้นจะฆ่านายอำเภอและเผาโรงเรียนเป็นการตอบโต้
ทางฝ่ายปกครองเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายจึงยอมทำตามคำขู่ โดยไม่แจ้งให้ฝ่ายทหารรู้ ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเสียความรู้สึกอย่างมาก จนแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องเข้ามาทำความเข้าใจด้วยตนเองในเวลาต่อมา
(ภายหลังนายฮาลียะหัวหน้ากลุ่มปะทะกับทหารและถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด)
'นี่อาจจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ใช้อธิบายได้ว่าเหตุใดสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงยากที่จะสงบลงโดยเร็ว'
สำหรับเรือตรีประทีปนั้นปะทะกับฝ่ายตรงข้ามเป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2541
'ภารกิจของเราในครั้งนั้นคือการซุ่มโจมตีโจรก่อการร้ายขบวนการบีอาร์เอ็น ซึ่งมีนายมะ สุไหงบาตู เป็นหัวหน้า เมื่อการปะทะสิ้นสุดลงผลคือพบศพของโจรก่อการร้ายนอนตายพร้อมอาวุธ 2 ศพ'
เป็นประสบการณ์ครั้งแรกในสมรภูมิจริงของนายทหารหนุ่มจาก 'สามสมอ' ก่อนที่เขาจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเรือเอกประทีปต้องรับผิดชอบ คืองานพัฒนา และงานปราบปราม มีการส่งชุดปฏิบัติการเล็กๆ ชุดละ 8 ถึง 10 คน ออกไปลาดตระเวนตามแผนหรือตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่าพื้นที่เป้าหมายนั้นจะอยู่ในป่าลึก บนภูเขา หรืออยู่ในหมู่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่สีแดงก็ตาม รวมทั้งการลาดตระเวน 'หาข่าว'
ส่วนชีวิตครอบครัวของนาวาตรีประทีป ก็ไม่ได้แตกต่างจากครอบครัวของทหารทั่วไปมากนัก กล่าวคือผู้เป็นสามีต้องออกปฏิบัติราชการสนาม ทิ้งให้ภรรยาและลูกอยู่ในแนวหลัง
การปะทะกับโจรก่อการร้ายที่ผ่านมา แม้นาวาตรีประทีปจะรอดตายราวปาฏิหาริย์ แต่ก็ต้องพักรักษาตัวอยู่นาน และทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง
จนในที่สุด ด้วยกำลังใจจากภรรยาและครอบครัว รวมทั้งพ่อและแม่ ทำให้นายทหารนักรบผู้เฉียดความตายผู้นี้สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้เกือบเหมือนเดิมทุกประการ
ผลจากการปฏิบัติภารกิจด้วยความกล้าหาญ เสียสละตนเองเป็นแบบฉบับของผู้นำ ทำให้นาวาตรีประทีปได้รับการปูนบำเหน็จ 4 ขั้น เลื่อนเงินเดือน 5 ขั้น และได้รับเงินเพื่อการสู้รบ (พสร.) เป็นค่าตอบแทน เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติราชการสนามชายแดน
แต่เหนืออื่นใดและถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับเขาคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน 'เหรียญกล้าหาญ' ให้แก่เรือเอกประทีป นายทหารนาวิกโยธินแห่งราชนาวีไทย
ก่อนหน้าจะได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ เรือเอกประทีปได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการดีเด่นของ ศอบต. ในปี 2543 และเข้าเฝ้าฯรับพระราชทานประกาศเกียรติบัตรพร้อมโล่รางวัล จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
นอกจากนี้ ยังได้รับการคัดเลือกเป็น 'คนดีศรีสงขลา' โดยมูลนิธิพลเอกเปรมฯ ได้รับเข็มเกียรติคุณจากประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
รวมทั้งได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้รับพระราชทาน 'สร้อยคอทองคำ' พร้อมพระเลี่ยมทองจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
เป็นเรื่องที่เรือเอกประทีปภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอย่างหาที่เปรียบมิได้
แม้นาวาตรีประทีปจะวางแผนอนาคตว่าจะรับราชการต่อไปเรื่อยๆ แต่เขาได้พยายามหาความรู้เพิ่มเติม โดยสมัครเรียนปริญญาโทที่สงขลา และสำเร็จการศึกษาอย่างที่ต้องการในที่สุด
ปัจจุบันเจ้าของเหรียญกล้าหาญแห่งดูซงญอ มียศเป็น 'นาวาโท' และกลับไปปฏิบัติราชการสนามในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายข่าว หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ ด้วยความหวังว่าสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นจะบรรเทาเบาบางและยุติลงได้ในที่สุด แม้ต้องใช้เวลาอีกนานก็ตาม
ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงว่า ทหารนาวิกโยธินแห่งราชนาวีไทย จะต้องปฏิบัติหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจทุกภาคส่วนต่อไป
โดยมีชีวิตเป็นเดิมพันในการปกปักรักษาผืนปฐพีไทย
ขอบคุณwww.matichon.co.th เหมือนเดิมขอคะแนนด้วยนะ ถ้าผลตอบรับดีจะเอาประวัติของวีรบุรุษทหารกล้ามาโพลสอีก
|
|
|
เชียร์อะไร
ไอ้พวกโจรใต้มันขี้ขลาดจะตาย
โคตรพ่อโคตรแม่มันก้อไม่ได้ช่วยรบกู้เอกราช
แม่งยังมาแบ่งไปอีก
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก