ล็อกอิน
|
สมัครสมาชิก
|
English
กระทงร้อน
Tweeter
คลับ
กระทู้เด็ด
Wiki
สถานที่
ระบบคะแนน
หมูแดง
โฆษณากับสีแดง
กระทงร้อน
กระทงร้อน
กระทงล่าสุด
คะแนนสูงสุด
อ่านมากสุด
วิจารณ์มากสุด
เสนอกระทง [สมาชิก]
จาก สปอนเซอร์
คลิป งานเปิดตัว โน๊ตบุ๊กโซนี่ Vaio ซีรี่ส์ใหม่ล่าสุด !!!
จาก หมูแดง
ลิ๊งค์ มาเล่นเกมส์กับหมูแดงดีกว่า!!!!
เรื่องแนะนำ
บทความ อิสลามเผยแพร่ศาสนาด้วยคมดาบจริงหรือ ??
บทความ อิสลามเผยแพร่ศาสนาด้วยคมดาบจริงหรือ ??
คลิป ขอบคุณอัลลอฮ์
คลิป ขอบคุณอัลลอฮ์
บทความ ศาสนาพุทธกับการถูกกวาดล้าง
บทความ ศาสนาพุทธกับการถูกกวาดล้าง
บทความ ทำไมอัฟกานิสถานต้องทำลายพระพุทธรูป ?
บทความ ทำไมอัฟกานิสถานต้องทำลายพระพุทธรูป ?
บทความ รวมประวัติการกวาดล้างพระพุทธศาสนาตอน 1
บทความ รวมประวัติการกวาดล้างพระพุทธศาสนาตอน 1
คลิป พระพุทธรูปแห่งบามิยันถูกทำลาย
คลิป พระพุทธรูปแห่งบามิยันถูกทำลาย
คลิป เมื่อคำภีร์บอกอนาคต
คลิป เมื่อคำภีร์บอกอนาคต
บทความ ความแตกต่างของ 3 ศาสนา
บทความ ความแตกต่างของ 3 ศาสนา
บล็อก อิสลาม
บล็อก อิสลาม
คลิป อีกมุมหนึ่งที่ CNN ไม่เคยเสนอข่าว
คลิป อีกมุมหนึ่งที่ CNN ไม่เคยเสนอข่าว
Powered by
กระทงล่าสุดโดย:
ReezabzA
อื่นๆ ไอ้ห่าพุทธศาสนา
อื่นๆ รักทักษิณ
บทความ แถลงการณ์โต้แอ๊ด คาราบาว
บทความ ชี้แจงกรณี ชาวพุทธ บางท่าน บิดเบือนอิสลาม…..
บล็อก พุทธมานี่ที
บทความ อิสลามกับคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบ
บทความ …..ชี้แจงกรณี ชาวพุทธ บางท่าน บิดเบือนอิสลาม…..
บทความ ทำไมอัฟกานิสถานต้องทำลายพระพุทธรูป ?
บทความ อิสลามเผยแพร่ศาสนาด้วยคมดาบจริงหรือ ??
บล็อก พุทธครับ มานี่ที
ขยาย
rss 2.0 feed
-9
คะแนน
บทความ อิสลามกับคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบ
โดย
ReezabzA
เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
อิสลาม?
กับคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบ
โดยทีมงาน ชาวต้นไม้
คะแนน: 0 ชอบ, 9 ไม่ชอบ
tag:
บทความ
มุสลิม
ศาสนา
สังคม
อิสลาม
ประเภท:
สังคมศาสนา
36 บทวิจารณ์ |
2,168 คนอ่าน
คำสั่ง
ฟอร์เวิร์ดต่อ
ภาพประกอบ
เรื่องแนะนำ:
บทความ อิสลามเผยแพร่ศาสนาด้วยคมดาบจริงหรือ ??
บทความ อิสลามเผยแพร่ศาสนาด้วยคมดาบจริงหรือ ??
คลิป ขอบคุณอัลลอฮ์
คลิป ขอบคุณอัลลอฮ์
บทความ ศาสนาพุทธกับการถูกกวาดล้าง
บทความ ศาสนาพุทธกับการถูกกวาดล้าง
บทความ ทำไมอัฟกานิสถานต้องทำลายพระพุทธรูป ?
บทความ ทำไมอัฟกานิสถานต้องทำลายพระพุทธรูป ?
บทความ รวมประวัติการกวาดล้างพระพุทธศาสนาตอน 1
บทความ รวมประวัติการกวาดล้างพระพุทธศาสนาตอน 1
คลิป พระพุทธรูปแห่งบามิยันถูกทำลาย
คลิป พระพุทธรูปแห่งบามิยันถูกทำลาย
คลิป เมื่อคำภีร์บอกอนาคต
คลิป เมื่อคำภีร์บอกอนาคต
บทความ ความแตกต่างของ 3 ศาสนา
บทความ ความแตกต่างของ 3 ศาสนา
บล็อก อิสลาม
บล็อก อิสลาม
คลิป อีกมุมหนึ่งที่ CNN ไม่เคยเสนอข่าว
คลิป อีกมุมหนึ่งที่ CNN ไม่เคยเสนอข่าว
บทวิจารณ์
ผลโหวต
คนชอบ
บทวิจารณ์
คำสั่ง
โหวต
-2 คะแนน โดย
ReezabzA
เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
อิสลาม?
กับคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบ
โดยทีมงาน ชาวต้นไม้
หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม สำหรับทั้งคนที่ไม่ใช่มุสลิม หรือคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม และมุสลิมที่ต้องการแนวคำตอบไว้สำหรับตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับอิสลามในเรื่องพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้อ่านเป็นคนต่างศาสนิกก็จะทำให้คุณรู้จักศาสนาอิสลามมากขึ้นในระดับหนึ่ง
หนังสือของชาวต้นไม้นี้ เดิมเป็นรูปแบบการตอบคำถามแบบสั้นๆกะทัดรัด ส่วนฉบับนี้ได้มีการปรับปรุงให้มีเนื้อหาสาระมากขึ้นสำหรับผู้ที่มีเวลาอ่านและสนใจจะหาคำตอบที่เคลือบแคลงใจ โดยทั้งสองฉบับได้มีการพิมพ์เป็นครั้งที่สองแล้ว เนื่องจากว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก
..ชาวต้นไม้..
ผมขอเกริ่นนำให้ทราบถึงโครงสร้างของศาสนาคร่าวๆก่อนดังนี้...
อิสลาม เป็นชื่อศาสนา ซึ่งตามรากศัพท์แล้วมีสองความหมาย คือ 1.)สันติ 2.)การยอมจำนนต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้า แน่นอนครับเมื่อมีการน้อมรับและปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า มันจึงจะทำให้เกิดความสันติ
มุสลิม หมายถึงคนที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือมีความหมายว่า “ผู้ที่ยอมจำนนต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้า”
จากตรงนี้ท่านคงแยกแยะออกแล้วนะครับว่า“อิสลาม”คือศาสนา ส่วน“มุสลิม”คือคน ดังนั้นเวลาท่านเห็นคนมุสลิมไปทำชั่ว ไปกินเหล้า ไปตีหัวคน ก็อย่าบอกว่า “อิสลาม”ชั่ว! แต่ให้ใช้คำว่า“มุสลิม”คนนั้นชั่ว!
ประการต่อมาให้ทราบว่าอิสลามไม่ใช่ชื่อ“เชื้อชาติ” (เช่นไทย, จีน, ฝรั่ง, แขก) ดังนั้นก็อย่าเข้าใจว่าอิสลามคือแขก! หรือไปเข้าใจว่าแขกคืออิสลาม! เพราะแขกนั้นมีหลายศาสนาเหลือเกิน โดยเฉพาะอินเดีย, เนปาล, ศรีลังกา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ (อย่าลืมสิครับว่าศาสนาพุทธมาจากไหน?)
ฉะนั้นในเมื่ออิสลามเป็นศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงในสากลโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย อิสลามจึงเป็นศาสนาของมนุษย์ทุกเชื้อชาติทุกเผ่าพันธุ์นับตั้งแต่อาดัมมนุษย์คนแรกที่เกิดมาบนโลกจนกระทั่งถึงยุคสุดท้ายของมนุษยชาติ โดยมีศาสดาจำนวนมากมายที่พระผู้เป็นเจ้าได้แต่งตั้งให้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้ดำรงชีวิตอยู่บนโลกอย่างมีศีลธรรมและมีความสงบสันติ และจะได้รับผลตอบแทนในโลกหน้า โดยมีศาสดาคนสุดท้ายแห่งมนุษยชาติก็คือท่านนบีมุฮัมมัดนั่นเอง ถึงแม้ท่านจะเป็นคนอาหรับ แต่ศาสนาที่ท่านนำมาไม่ได้ถูกจำกัดไว้นับถือเฉพาะคนอาหรับเท่านั้น แต่มันเป็นศาสนาสำหรับมนุษย์ทั้งโลกไม่ว่าจะผิวขาว, ผิวดำ หรือผิวเหลืองก็ตาม
เอาล่ะครับเมื่อเราเข้าใจแก่นของศาสนาแล้ว เราก็มาดูเรื่องข้อสงสัยเกี่ยวกับอิสลามกัน ซึ่งถึงแม้คำถามหรือข้อสงสัยเหล่านี้บางข้อก็ไม่ใช่ส่วนที่เป็นหลักสำคัญของศาสนา แต่ก็มักจะเป็นคำถามที่คนถามบ่อยเพราะเป็นส่วนที่ทำให้มุสลิมมีความแตกต่างไปจากศาสนิกอื่นนั่นเอง
โดยหลักการแล้ว เหตุผลของมุสลิมที่จะกระทำสิ่งใดก็เนื่องจากพระเจ้าสั่งหรืออนุญาตให้กระทำ และมุสลิมจะไม่กระทำสิ่งใดก็เนื่องจากพระเจ้าสั่งห้ามไม่ให้กระทำ มันเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับมุสลิม แต่สำหรับคนต่าง ศาสนิกอาจมองว่าเหตุผลยังไม่เพียงพอหรืออาจมองว่ามุสลิมนั้นเป็นประชาชาติที่ไม่นิยมใช้เหตุผล ..ดูเหมือนจะใช่ครับ แต่ว่าไม่ใช่!
ที่ถูกคืออิสลามสอนให้ใช้เหตุผลใช้ปัญญาในช่วงแรก และให้ใช้ความศรัทธาในช่วงหลัง...
อิสลามสอนให้มนุษย์ใช้เหตุผล ใช้ปัญญา และสามัญสำนึกในการ“แสวงหาพระเจ้า” อิสลามจะไม่สอนให้มนุษย์ศรัทธาพระเจ้าด้วยวิธีงมงาย หรือใช้วิธีการรอปาฏิหาริย์เพื่อพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีจริง แต่อิสลามจะสอนให้มนุษย์ได้ใช้ปัญญาพิจารณาธรรมชาติ ..ให้ใคร่ครวญอย่างหนักว่าใครคือผู้สร้าง ..ให้ใคร่ครวญอย่างหนักว่าใครคือผู้ที่ควรแก่การถูกสักการะบูชา ..ให้ใคร่ครวญอย่างหนักว่าศาสนาไหนกันแน่ที่เป็นสัจธรรม ..ไม่ใช่สักแต่เพียงหลับหูหลับตานับถือศาสนาหรือความเชื่อตามบรรพบุรุษปู่ย่าตายาย และเมื่อหาข้อสรุปลงเอยได้แล้วว่า สรรพสิ่งทั้งปวงนั้นมีผู้สร้าง มีผู้บริหาร มีผู้คุมกฎธรรมชาติ และผู้สร้างนั้นมีอยู่หนึ่งเดียว และนบีมุฮัมมัดเป็นศาสดาคนสุดท้ายที่พระองค์แต่งตั้งให้มนุษย์เชื่อฟัง และอัล-กุรอานคือคัมภีร์เล่มสุดท้ายอันเป็นธรรมนูญสูงสุดที่จะมาควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ ..ใครที่ศรัทธาแบบนี้เขาคือ“มุสลิม”
ดังนั้นการที่ใครมีชื่อมุสลิม เกิดมาในครอบครัวมุสลิมนั้นไม่เพียงพอนะครับต่อการที่เขาจะเป็นมุสลิม นอกจากว่าเขาจะต้องมีความศรัทธาด้วย เพราะอิสลามเป็นศาสนา ไม่ใช่ประเพณี
..และขอเรียนให้ทราบว่าเรื่องกฎบัญญัติข้อสั่งใช้และสั่งห้ามนั้น ไม่ใช่หลักการที่มุสลิมอุตริตั้งกฎขึ้นมาเอง หรือไม่ใช่ว่าจะไปเอาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นใดๆมายึดถือปฏิบัติกันได้ แต่มุสลิมจะยึดถือตามบัญญัติที่มาจากพระเจ้าเท่านั้นนั่นก็คือ 1. คัมภีร์อัล-กุรอาน (เป็นพระดำรัสของพระเจ้า) 2. หะดีษ (แบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ซึ่งมีทั้งคำพูด, การกระทำ และการนิ่งเฉยยอมรับในสิ่งที่สาวกกระทำ)
ทีนี้มาถึงคำถามที่ชาวต่างศาสนิกมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอิสลามว่าสิ่งเหล่านี้มันมีเหตุผลหรือมีคำตอบหรือไม่?
1.) ทำไมมุสลิมไม่กินหมู ?
ใครที่ถามแบบนี้ถือว่าเป็นการตั้งคำถามที่ถูกต้องครับ เพราะมุสลิมไม่กินหมู แต่ถ้าใครถามว่า “ทำไมมุสลิมกลัวหมู?” แบบนี้ถือว่าตั้งคำถามผิดนะครับ เพราะมุสลิมไม่ได้กลัวหมู แต่คนไทยเรามักเข้าใจผิดๆโดยไปจดจำมาจากหนังตลกว่ามุสลิมกลัวหมู และต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อเห็นหมู!
ส่วนคำตอบที่ว่าทำไมมุสลิมไม่กินหมูก็คือพระเจ้าสั่งห้ามนั่นเองครับ และสิ่งที่พระเจ้าสั่งห้ามก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในบางเรื่องนั้นมนุษย์ก็ไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำ หรือในบางเรื่องมนุษย์ก็สามารถค้นพบหาเหตุผลได้ด้วยกระบวนการศึกษาธรรมชาติหรือที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์
ยุคปัจจุบันมีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ก็พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็กๆที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป แต่ในเนื้อหมูมีพยาธิบางชนิดซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ ซึ่งความร้อนจากการหุงต้มไม่สามารถทำลายมันได้ พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัวออกมาทำอันตรายร่างกายมนุษย์ เช่น ประสาทตาและประสาทสมอง เป็นต้น
มุสลิมในยุคก่อนเขาไม่ทราบถึงเหตุผลเหล่านี้ แต่เขาน้อมรับและปฏิบัติตามข้อบัญญัติที่มาจากพระเจ้า และหมูเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ(กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ของมัน)ซึ่งพระเจ้าระบุไว้ว่าเป็นสัตว์สกปรก(นะญิส) ก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามุสลิมไม่กินหมูเพราะเหตุผลที่ว่าหมูมีพยาธิ ดังนั้นถึงแม้ในอนาคตจะสามารถทำให้เนื้อหมูปลอดจากพยาธิชนิดนี้ได้ หรือจะเลี้ยงหมูอย่างดีไม่ต้องให้กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ แต่มุสลิมก็จะยังคงไม่กินหมูอยู่ดีเนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติห้าม
...แล้วถามว่าทำไมต้องห้ามน่ะหรือครับ? ก็เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ความศรัทธาครับ มนุษย์ที่ศรัทธาในพระเจ้าเขาก็จะน้อมรับกฎระเบียบที่พระเจ้าบัญญัติไว้ เขาจะไม่กินตามปากอยาก แต่เขาจะเลือกกินโดยพิจารณาว่าพระเจ้าอนุญาตให้กินหรือไม่
...และอาจมีบางคนตั้งคำถามว่า ในเมื่อไม่ให้กินหมูแล้วพระเจ้าจะสร้างหมูมาทำไม? คืออย่างนี้ครับ พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตมาหลากหลายชนิด แต่ไม่ใช่ว่าสัตว์ทุกชนิด จะถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาหารสำหรับมนุษย์นะครับ สัตว์บางชนิดเกิดมาเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ สัตว์บางชนิดถูกสร้างมาเพื่อกินสัตว์กินพืช ไม่เช่นนั้นแล้วสัตว์กินพืชก็จะกินใบไม้หมดป่า ซึ่งป่าไม้และพืชนั้นก็ทำหน้าที่ซับน้ำ, ผลิตออกซิเจน, รักษาชั้นบรรยากาศของโลก และยังเป็นอาหารให้มนุษย์ด้วย ทำนองนี้เป็นต้นครับ ดังนั้นเราจึงต้องเลือกครับว่าสิ่งใดพระเจ้าอนุญาตให้กิน สิ่งใดพระเจ้าไม่อนุญาตให้กิน ซึ่งในเรื่องของอาหารแล้ว สิ่งใดที่พระเจ้าไม่ได้บัญญัติห้ามสิ่งนั้นถือว่าอนุญาตให้กินได้โดยปริยายครับ
ส่วนสิ่งอื่นที่พระเจ้าบัญญัติห้ามกิน ได้แก่ 1.)สิ่งมึนเมาทุกชนิด 2.)เลือด 3.)สัตว์บกที่ตายโดยไม่ได้ถูกเชือด 4.)สัตว์บกที่ไม่ได้กล่าวนามพระเจ้าขณะเชือด 5.)สัตว์บกที่ใช้กรงเล็บหรือเขี้ยวล่าสัตว์กินเป็นอาหาร 6.)เนื้อลา 7.)สัตว์ที่พระเจ้าระบุว่าเป็นสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ(นะญิส) เช่น หมา 8.)อาหารใดก็ตามที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม เช่นขโมยมา หรือซื้อมาด้วยทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดหลักการศาสนา (เช่นเงินดอกเบี้ย เป็นต้น) ซึ่งทั้งหมดถูกบัญญัติในอัล-กุรอานและหะดีษทั้งสิ้น ..และนอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้รวมทั้งสัตว์น้ำทั้งหมดก็เป็นที่อนุญาตให้กินได้
เห็นไหมครับว่าที่ว่ากันว่ามุสลิมไม่กินหมูนั้น ไปๆมาๆไม่ใช่แค่หมูนะครับที่มุสลิมไม่กิน ดังนั้นคงหายสงสัยแล้วสินะครับว่าทำไมมุสลิมจึงมักจะหาแต่ร้านที่เป็นร้านอาหารอิสลาม แต่เห็นกฎระเบียบเยอะอย่างนี้คุณคงว่าสิ่งที่ศาสนาอิสลามบัญญัติห้ามนั้นมีเยอะเหลือเกิน แต่ที่จริงหากคุณนับถือศาสนาพุทธน่าจะลองเปิดพระไตรปิฎกดูมั่งนะครับว่า จริงๆแล้วศาสนาพุทธห้ามกินอะไรบ้าง? ซึ่งหากจะให้ผมนำมากล่าวในหนังสือเล่มนี้ก็คงจะไม่ไหวแน่ เพราะมีเยอะมาก! หรือคนที่นับถือศาสนายิวหรือคริสต์ก็เช่นกันหากเขาจะปฏิบัติตามคัมภีร์ล่ะก็มีสัตว์หลายชนิดครับที่คัมภีร์ระบุว่าห้ามกิน และที่สำคัญไม่เคยมีใครถามเลยว่าทำไมชาวยิวและชาวคริสต์ ปัจจุบันกินหมูกันซะแล้ว? ทั้งๆที่ในไบเบิล พันธสัญญาเก่าได้ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามกินหมู! (ในบทเลวีนิติ)
2. ทำไมมุสลิมมีภรรยาได้ 4 คน?
ถ้าใครบอกว่าศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่อนุญาตมีภรรยาได้เยอะที่สุด ผมก็จะขอเถียงว่าอิสลามเป็นศาสนาที่อนุญาตให้มีภรรยาได้น้อยที่สุดต่างหากล่ะครับ! งงใช่ไหมล่ะครับ? ยังไม่พอแค่นั้นครับ ผมจะให้คุณงงเพิ่มเข้าไปอีก.. เนื่องจากสังคมปัจจุบันมองว่าอิสลามเป็นศาสนาที่กดขี่สตรีเพศ ผมก็จะขอเถียงว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ยกฐานะของสตรีต่างหากล่ะครับ! งงว่าทำไมมันถึงกลับตะละปัดอย่างนี้ใช่ไหมครับ? สาเหตุที่คุณงงก็เพราะคุณไม่เคยดูคัมภีร์หรือบัญญัติศาสนาของคุณเลย ส่วนอีกประการคือคุณไม่เคยใคร่ครวญถึงอดีตเลย นอกจากมีประวัติศาสตร์ไว้เป็นเพียงตำนานเล่าขานหรือไว้เรียนเพื่อให้สอบผ่านก็เท่านั้น
ประการแรกเรามาดูเรื่องบทบัญญัติของคัมภีร์กัน.. คัมภีร์อัล-กุรอานได้บัญญัติเรื่องแต่งงานไว้ว่า “หากพวกเจ้าไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่บรรดา(สตรี)กำพร้าได้ ก็จงแต่งงานกับสตรีที่ดีแก่พวกเจ้า จะสองคน หรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้ก็จงแต่งงานกับสตรีเพียงคนเดียว หรือไม่ก็สตรีที่มือขวาของเจ้าครอบครองอยู่(คือทาสหญิง) นั่นเป็นสิ่งดียิ่งกว่าในการที่พวกเจ้าจะไม่ลำเอียง” (คำแปลบทอัน-นิซาอฺ โองการที่ 3) ดังนั้นคัมภีร์อัล-กุรอานของศาสนาอิสลามจึงเป็นคัมภีร์เดียวนะครับที่มีระบุประโยคที่บอกว่า “จงแต่งงานกับสตรีเพียงคนเดียว” ซึ่งประโยคนี้ไม่มีถูกบัญญัติไว้ในคัมภีร์ของศาสนาอื่นเลยซักเล่มเดียว และศาสนาอิสลามได้จำกัดจำนวนของการมีภรรยาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งการจำกัดจำนวนของการมีภรรยานั้นไม่มีในศาสนาอื่นนะครับ นั่นหมายความว่าศาสนาอื่นอนุญาตให้มีภรรยากี่คนก็ได้โดยที่ไม่จำกัดจำนวนไงครับ แต่สังคมเราปัจจุบันลืมข้อนี้ไปซะสนิท มนุษย์เราขี้ลืมจนถึงขั้นลืมประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษตน.. คนไทยในอดีตมีภรรยากันเป็นสิบ ยิ่งมียศศักดิ์สูงก็ยิ่งมีภรรยามาก แต่การมีภรรยาหลายคนของคนในอดีตเขาไม่ได้ให้ความเท่าเทียมแก่บรรดาภรรยา เขาจะยกย่องภรรยาคนแรกมากที่สุด ส่วนคนต่อๆมาจะถือว่าเป็นนางสนมหรือไม่ก็เมียน้อย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ศาสนาอิสลามไม่เห็นด้วย ดังนั้นอิสลามจึงเป็นศาสนาที่มายกเลิกอนารยธรรมเหล่านี้ต่างหากล่ะครับ อิสลามไม่มีเมียหลวงเมียน้อย แต่จะมีกฎข้อบังคับให้สามีให้ความเท่าเทียมกับภรรยาทุกๆคน เราจะไม่เรียกว่าใครเป็นเมียหลวงเมียน้อย แต่จะเรียกเป็นภรรยาคนที่ 1..2..3..4.. นอกจากนั้นแล้วอิสลามก็เป็นศาสนาที่มายกสถานะของสตรี จากในอดีตที่ผู้คนถือว่าสตรีเป็นสินค้า แต่อิสลามได้เข้ามายกสถานะสตรีซึ่งเป็นเพศแม่ ให้ได้ถูกรับการปกป้องคุ้มครองจากสามีและกฎหมายอิสลาม ในขณะที่สังคมยุคปัจจุบันกำลังจะนำอนารยธรรมในอดีตกลับมาใช้คือ เห็นผู้หญิงเป็นสินค้าและมีหน้าที่ไว้บำเรอให้ความสุขแก่ผู้ชาย ไม่ว่าจะปรากฏในรูปของโสเภณี, ดารานักร้อง, หรือนักเต้นโชว์ก็ตาม(ในอดีตกาลก็มีสิ่งเหล่านี้) ซึ่งสังคมเราก็กำลังนำสิ่งต่ำทรามในอดีตกลับมาใช้ใหม่
ประการต่อมาคือเหตุผลของการตั้งกฎบัญญัติ ซึ่งเราก็ทราบแล้วว่าเป็นบัญญัติที่มาจากพระเจ้า ซึ่งหวังดีและเอื้ออำนวยประโยชน์ให้มนุษย์เสมอ ไม่ใช่มนุษย์ผู้ชายหน้าไหนมาตั้งกฎเอง หรือนบีมุฮัมมัดซึ่งเป็นผู้ชายได้ออกบัญญัติเพื่อเข้าข้างเพศตนเอง(ดังที่คนชอบกล่าวหากัน) แต่กฎระเบียบทั้งปวงมาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งสร้างมนุษย์มาและรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์อย่างดียิ่ง
ธรรมชาติของผู้ชายนั้น จะมีความชอบหรือพอใจในผู้หญิงหลายคน โดยธรรมชาตินั้นมีความแข็งแรง มีความเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นเพศที่อ่อนแอ มีความพอใจที่จะอยู่ในการดูแลของผู้ชาย และโดยธรรมชาติแล้วเป็นช้างเท้าหลัง (ถ้าไม่มีเท้าหลัง ช้างก็เดินไม่ได้)
การที่มนุษย์สร้างแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นมาว่าผู้หญิงเท่าเทียมกับชายหรือสามารถทำอะไรได้เหมือนผู้ชายนั้น ขัดกับหลักความเป็นจริงทางธรรมชาติของมนุษย์โดยสิ้นเชิง เป็นเพียงการหลอกตัวเองและเป็นความคิดที่เพ้อเจ้อ.. เราลองคิดตามกันดูว่า..นักวิ่งที่วิ่งเร็วที่สุดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ..นักมวยที่เก่งที่สุดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ..นักแข่งรถที่เก่งที่สุดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ..นักยกน้ำหนักที่ทำสถิติได้สูงที่สุดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ..และตกลงเพศชายหรือเพศหญิงครับที่เป็นฝ่ายตั้งท้องและให้นมลูก? ..นี่คือธรรมชาติครับ ผู้หญิงไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนผู้ชาย และผู้ชายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนผู้หญิง
..ในมุมมองของผู้คนสังคมปัจจุบันนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าถูกล้างสมองให้มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อระบบ“ผัวเดียวเมียเดียว”กันไปหมดแล้วไม่เว้นแม้แต่มุสลิมเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วการกำหนดให้ผู้ชายทุกคนมีภรรยาคนเดียว เป็นสิ่งที่ขัดกับความเป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะอย่างที่เราทราบกันว่าจำนวนของผู้หญิงบนโลกนั้นมีมากกว่าชาย
ในนิวยอร์ครัฐเดียวมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1 ล้านคน ในรัสเซียมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 9 ล้านคน และในอเมริกานั้นมีสตรีที่หาสามีไม่ได้จำนวนมากกว่า 30 ล้านคน! (เนื่องจากผู้ชายชาวอเมริกันไปเป็นเกย์กันเยอะด้วยส่วนหนึ่ง) ส่วนในอังกฤษสตรีมีมากกว่าชาย 4 ล้านคน ในเยอรมันมีหญิงมากกว่าชาย 5 ล้านคน และสำหรับเฉพาะรัสเซียแค่ประเทศเดียวมีสตรี 9 ล้านคนที่ยังหาสามีไม่ได้! ….เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้ถึงความเป็นจริงข้อนี้แล้วยังจะมีคำถามอยู่อีกหรือไม่ว่า “ทำไมไม่ให้ผู้หญิงมีสามีได้ 4 คน บ้าง”! (นึกภาพดู ถ้าคุณมีสามี 4 คน แล้วในขณะที่คุณท้องอยู่น่ะนะ สามีทั้ง 4 คุณวุ่นแน่นอนครับ)
เมื่อเราทราบสถิติข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้แล้ว ตกลงจะเลือกแบบไหนดี
ระหว่างให้สตรีที่เป็นโสดได้ไปแต่งงานกับคนที่มีภรรยาแล้ว..? หรือให้สตรีที่เป็นโสดได้เป็นโสดต่อไป หรือไปเป็นโสเภณีไว้รับใช้ในสถานบริการสำหรับสามีที่แอบหนีภรรยามาเที่ยว?
และสำหรับเรื่องสถานขายบริการทางเพศ(ไม่ว่าจะปรากฏในรูปของสถานบันเทิงชนิดใดก็ตาม) นั่นก็คืออีกปัญหาหนึ่งของสังคม บรรดานักเรียกร้องสิทธิสตรี(ที่เกลียดระบบเมีย 4 ของอิสลาม) เขาไม่เคยเล็งเห็นถึงโทษของการบังคับให้ผู้ชายมีภรรยาได้คนเดียว เขาคิดว่าสถานบริการต่างๆทั่วโลกที่ทำกำไรมหาศาลทุกวันนี้ได้ลูกค้ามาจากไหนกันนักหนาล่ะ? ก็สามีพวกคุณทั้งนั้นแหละ! เพราะความพอใจในผู้หญิงหลายคนนั้นเป็นนิสัยโดยธรรมชาติของผู้ชาย ดังนั้นอิสลามจึงป้องกันปัญหาเรื่องความมักมากของผู้ชายไม่ให้ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นอย่างไม่ถูกต้อง จึงให้มีการแต่งงานซะ แล้วสตรีคนนั้นก็ถือว่าเป็นภรรยาของคุณ ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลให้ความรักและความคุ้มครองอย่างดี ..ศาสนาอิสลามได้วางระบบระเบียบไว้เหมาะสมแล้วสำหรับมนุษย์ ทั้งเรื่องการอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้มากกว่า 1 แต่ไม่เกิน 4 และทั้งกฎหมายอิสลามที่ไม่อนุญาตให้มีสถานบันเทิงซักชนิดเดียว ซึ่งถ้าประเทศไหนรัฐไหนนำกฎนี้ไปใช้ สังคมนั้นก็จะเกิดความสันติสุข(ดังชื่อของศาสนา)
เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา เขาจึงไม่รู้เบื้องลึกเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นบรรทัดฐานกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ได้อุตริตั้งขึ้นมาเองตามอารมณ์เห็นชอบของพวกเขานั้นไม่ได้เป็นผลดีกับพวกเขาเลย แล้วยังกลับทำให้สังคมเสื่อมทรามไปทั้งระบบ และต้นตอของปัญหาก็คือมาจากสถาบันครอบครัวนั่นเอง เพราะฉะนั้นศาสนาอิสลามจึงสนับสนุนให้มนุษย์มีครอบครัว มีการแต่งงาน และสมควรที่รีบแต่งงานเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือวัยหนุ่มสาว แต่ถ้าเราฝ่าฝืนหรือปฏิเสธกฎข้อนี้ มันก็จะเกิดปัญหาสำหรับวัยรุ่นอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน
3. ทำไมต้องคลุมหิญาบ?
อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า อิสลามเป็นศาสนาที่ยกย่องสถานะของสตรี ดังนั้นกฎระเบียบว่าด้วยการแต่งกายนั้นก็เป็นบทบัญญัติที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ซึ่งรู้ธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างดีและหวังดีต่อมนุษย์ โดยธรรมชาติแล้วทั้งร่างกายของสตรีถือเป็นส่วนเย้ายวนต่อเพศตรงข้าม ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงได้บัญญัติให้ทั้งร่ายกายของสตรีถือเป็นส่วนพึงสงวน(เอาเราะฮฺ) ที่ต้องปกปิด ยกเว้นหากจะเปิดก็อนุญาตให้เปิดได้เฉพาะใบหน้าและฝ่ามือ ส่วนสำหรับผู้ชายนั้น ส่วนพึงสงวนที่ต้องปกปิดก็คือบริเวณตั้งแต่สะดือลงไปถึงหัวเข่า โดยไม่มีการจำกัดว่าเครื่องแต่งกายนั้นจะเป็นชุดของวัฒนธรรมใดหรือชาติใด แต่หากต้องการจะได้รับผลบุญมากขึ้นก็ให้แต่งกายซึ่งเป็นรูปแบบที่นบีมุฮัมมัดเคยสวมใส่ไว้เพื่อเป็นการแสดงความรักที่มีต่อท่านนบี และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชาวมุสลิม ซึ่งกฎระเบียบเรื่องการแต่งกายทั้งหญิงและชายก็ล้วนมาจากบทบัญญัติของอัล-กุรอานและหะดีษทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ใช่ว่าการที่มุสลิมแต่งกายมิดชิดนั้นเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือประเพณีของชาติใดหรือท้องถิ่นใด แต่มันเป็นการแต่งกายตามบัญญัติศาสนา
แต่สำหรับสตรีส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และบรูไนนั้นมีการแต่งกายที่ผิดหลักการศาสนา เช่น คลุมศีรษะแต่สวมเสื้อผ้ารัดรูป หรือคลุมศีรษะไม่มิดชิดเปิดผมและคอ หรือบ้างก็คลุมศีรษะแต่สวมเสื้อผ้าบางๆ และยิ่งในยุคปัจจุบันมีการคลุมศีรษะแต่สวมเสื้อเอวลอย..! ทำนองนี้เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการแต่งกายที่ผิดหลักศาสนา และทำให้คนต่างศาสนิกมีความเข้าใจเรื่องการแต่งกายของมุสลิมแบบผิดๆไปด้วย
ในสังคมปัจจุบันได้มีมุมมองที่แสนจะไร้เหตุผลว่า การที่ให้สตรีคลุมผมคลุมหน้าและแต่งกายมิดชิดนั้นเป็นการกดขี่สตรี! หรือเป็นการปิดกั้นสิทธิของสตรี! ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ขัดกับความเป็นจริงและสามัญสำนึกของมนุษย์ เพราะมนุษย์เราทุกคนก็รู้ดีว่าสตรีที่มีเกียรติคือคนที่รักนวลสงวนตัว มีกิริยาที่สุภาพและมีการแต่งกายที่เรียบร้อย ดังนั้นการปกปิดเรือนร่างของสตรีก็เป็นการบ่งบอกให้รู้ว่าร่างกายของสตรีนั้นมีเกียรติ เป็นสิ่งพึงสงวนปกป้องปกปิดแม้จะเป็นแค่สายตาก็ตาม ส่วนผู้ชายคนไหนก็ตามที่บอกว่าการแต่งกายมิดชิดเป็นการกดขี่สตรีนั้นถือว่าเขาพูดโกหก! เพราะจริงๆแล้วมันเป็นการปิดกั้นโอกาสในการมองของเขามากกว่า! และสตรีคนไหนก็ตามที่บอกว่าการแต่งกายมิดชิดเป็นการปิดกั้นสิทธิสตรี จริงๆแล้วมันเป็นการปิดกั้นสิทธิในการทำชั่วนะครับ เพราะการที่เราเปิดส่วนพึงสงวนนั้นก็เท่ากับว่าเราไปเย้ายวนให้ผู้ชายนั้นเกิดตัณหา และสิ่งเหล่านี้ตามตรรกะเหตุผลแล้วไม่ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะครับ เพราะตราบใดที่มันไปกระทบสายตาผู้อื่นนั่นก็ถือว่ามันเป็นสิทธิของผู้รับภาพนั้นด้วย ก็เหมือนกับคุณเปิดเพลงฟัง ตราบใดที่เพลงนั้นมันเสียงดังหนวกหูไปถึงข้างบ้าน นั่นหมายความว่ามันเป็นสิทธิของผู้ที่ได้ยินเสียงนั้นด้วย
ดังนั้นเป็นที่พิสูจน์ได้แน่นอนแล้วไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยว่า เรือนร่างของสตรีนั้นก่อความวุ่นวายให้แก่สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเห็นได้ในข่าวทุกๆวันว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมก็คือตัวสตรีเอง ซึ่งความจริงมันได้ปรากฏให้เห็นว่าประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมายอิสลามอย่างสะอุดีย์อาระเบียนั้นในรอบปีไม่มีข่าวอาชญากรรมทางเพศเลย (รวมทั้งอาชญากรรมอื่นๆด้วย) เพราะกฎหมาย อิสลามมีบทลงโทษที่เด็ดขาด แต่หากมีข่าวเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเราเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นข่าวดังในรอบ 2-3 ปีของประเทศเขาเลยทีเดียว ซึ่งต่างจากประเทศไทยเราที่มีข่าวเหล่านี้ปรากฏแทบทุกวัน นั่นก็เพราะการแต่งกายที่แตกต่างกันนั่นเอง และสาเหตุอื่นๆที่ทำให้ประเทศสะอุดีย์อาระเบียมีความสงบสุขกว่าไทยหลายเท่า ก็เพราะกฎระเบียบในการปกครองและความเชื่อทางศาสนา
อิสลามจึงได้จำกัดในเรื่องสิทธิของทั้งหญิงและชายก็เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขและความสันติ(ตามชื่อศาสนา) ซึ่งทั้งผู้หญิงและผู้ชายไม่มีสิทธิในการทำชั่ว มันแตกต่างจากสังคมไทยและสังคมของคนในอดีตที่จำกัดสิทธิไว้เฉพาะผู้หญิง ส่วนสำหรับผู้ชายนั้นจะทำชั่วอย่างไรก็ได้ แต่สำหรับอิสลามแล้วถือว่าทำชั่วไม่ได้ทั้งสองเพศ แม้แต่การมอง ผู้ชายจะจ้องมองผู้หญิงในลักษณะชู้สาวก็ไม่ได้ ซึ่งกรณีอย่างนี้ในอัล-กุรอาน (บทอันนูรฺ โองการที่ 30)ได้สั่งให้ผู้ชายลดสายตาลงว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดาผู้ศรัทธาชาย ให้พวกเขาลดสายตาพวกเขาลงต่ำ และให้สงวนอวัยวะเพศของพวกเขาไว้” ส่วนสำหรับสตรีนั้น อัล-กุรอานได้บัญญัติว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิง ให้พวกเธอลดสายตาลงต่ำ และให้สงวนอวัยวะเพศของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับเว้นแต่ส่วนที่เปิดเผยได้ และให้เธอปิดผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอก” (คำแปลบทอันนูรฺ โองการที่ 31)
อนึ่ง เรื่องข้อบทบัญญัติเกี่ยวกับการคลุมผมและการแต่งกายที่มิดชิดของสตรีนั้นไม่ใช่ถูกระบุไว้เฉพาะในคัมภีร์อัล-กุรอานเท่านั้น แต่ยังมีระบุไว้ในคัมภีร์ของศาสนาอื่นด้วยทั้งคัมภีร์ของชาวฮินดู, คัมภีร์ของชาวยิวและคริสต์ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสตรีชาวคริสต์ในอดีตกาลนั้นจะมีการคลุมศีรษะเช่นกัน แต่ในปัจจุบันพวกเขาก็เลิกยึดถือบทบัญญัตินั้นซะแล้วที่เหลืออยู่ก็มีแต่เฉพาะซิสเตอร์เท่านั้นที่คลุม
4. ทำไมต้องขลิบ?
ในยุคปัจจุบันเรื่องการขลิบเป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ว่า เป็นการรักษาความสะอาดของอวัยวะเพศและป้องกันการเกิดกามโรค เพราะเชื้อโรคและสิ่งสกปรกหมักหมมทั้งหมดจะเกาะตัวอยู่ในบริเวณหนังห่อหุ้มของอวัยวะเพศซึ่งทำความสะอาดได้ยาก และหนังส่วนนั้นก็จะไม่มีประโยชน์ใดๆเลยเมื่อมนุษย์เติบโตขึ้นมา ดังนั้นการแพทย์จึงสนับสนุนให้มีการขลิบ และในประเทศอเมริกานั้นถือเป็นธรรมเนียมหรือค่านิยมโดยทั่วไปคือการให้มีการขลิบตั้งแต่แรกเกิด
นอกจากมุสลิมแล้ว ชาวยิวก็มีบทบัญญัติให้ผู้ชายขลิบเช่นกัน เนื่องจากเป็นบัญญัติที่พระเจ้าสั่งต่อโมเสส(นบีมูซา) และก็เป็นบทบัญญัติสำหรับชาวคริสต์ด้วย เพราะคำสอนของโมเสสก็ถือเป็นบัญญัติสำหรับชาวคริสต์เช่นกัน (ดูบทเยเนซิศ) และพระเยซู(นบีอีซา)ก็ขลิบด้วยเช่นกัน (ดูบทลูกา) แต่ปัจจุบันมีชาวคริสต์หลงเหลืออยู่เพียงบางนิกายเล็กๆเท่านั้น ที่ยังคงปฏิบัติตามบัญญัติเรื่องการขลิบ
ท่านนบีมุฮัมมัดได้ตั้งเป็นข้อบังคับสำหรับผู้ชายทุกคน ให้มีการขลิบ ส่วนการรักษาทำความสะอาดร่างกายอื่นๆตามแบบฉบับที่ท่านนบีแนะนำไว้ได้แก่ การตัดเล็บ, การถอนขนรักแล้, การโกนขนอวัยวะเพศ, การขลิบหนวดและไว้เครา
ส่วนการขลิบสำหรับฝ่ายหญิงนั้นไม่เป็นที่บังคับ แต่ท่านนบีมุฮัมมัดได้แนะนำว่าการขลิบ(คลิตอริส)สำหรับฝ่ายหญิงจะช่วยเพิ่มความสุขทางเพศให้แก่เธอ แต่จากข้อแนะนำตรงนี้ได้ถูกบิดเบือนออกไปเป็นประเพณีของชาวอัฟริกันเผ่าหนึ่งซึ่งนับถืออิสลาม และได้นำเรื่องการขลิบสำหรับสตรีนี้ไปทำอุตริกรรม เป็นประเพณีของพวกเขาในการรักษาพรหมจารีด้วยการขลิบและเย็บปิดอวัยวะเพศ ซึ่งพิธีกรรมนี้ไม่มีในบัญญัติของศาสนาอิสลาม
5. ทำไมต้องละหมาด?
การละหมาดเป็นบัญญัติที่พระเจ้าได้สั่งให้ผู้ศรัทธาทุกๆยุค กระทำ(ไม่ว่าจะศาสดาท่านไหนๆก็ตาม) เพื่อแสดงความเคารพรักภักดีต่อพระองค์ โดยที่ผู้ศรัทธาห้ามไปแสดงความเคารพรักภักดีต่อวัตถุ หรือมนุษย์หน้าไหน เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้สร้างมนุษย์ ไม่ได้เป็นผู้ให้ชีวิตและปัจจัยยังชีพแก่มนุษย์ หากแต่มนุษย์เราต่างก็นำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างมาใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น แม้กระทั่งพ่อแม่ของเราเองก็ไม่ได้เป็นผู้สร้างอสุจิ ไม่ได้เป็นผู้สร้างมดลูก ไม่ได้เป็นผู้สร้างกระบวนการตกไข่ ไม่ได้เป็นผู้สร้างกลไกการปฏิสนธิ หากแต่กลไกทางธรรมชาติเหล่านี้ถูกสร้างมาโดยพระผู้เป็นเจ้าผู้ซึ่งอภิบาลสรรพสิ่งทั้งปวง
การละหมาดเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นการเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง โดยไม่ต้องมีสื่อกลางหรือนักบวชมาคอยทำพิธีให้ นอกจากนั้นแล้วผลดีที่เกิดขึ้นนอกจากได้รับผลบุญแล้วก็คือ การละหมาดเป็นอาหารทางด้านจิตวิญญาณด้วย มนุษย์เรากินอาหารสำหรับร่างกายวันละ 3 เวลา แต่สำหรับอาหารของจิตวิญญาณบางคนไม่มีเลย เขาจึงเป็นคนที่จิตใจไม่สะอาด หรือมีจิตใจที่อ่อนแอ(เป็นลักษณะหนึ่งของผู้ที่ไม่ศรัทธา) ซึ่งสำหรับมุสลิมแล้วถูกกำหนดให้ละหมาด เป็นข้อบังคับวันละ 5 เวลา ส่วนนอกจากนี้แล้วก็สามารถละหมาดได้เนื่องในสถานการณ์ต่างๆ(ตามที่ท่านนบีได้ทิ้งแบบฉบับไว้) แต่ไม่เป็นที่บังคับ
การละหมาดยังเป็นการขัดเกลาจิตใจและพัฒนาศีลธรรมตนเอง ให้พ้นจากความชั่วทั้งหลาย ดังที่อัล-กุรอานได้กล่าวว่า “แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการทำสิ่งลามกและความชั่ว” (บทอัลอังกะบูต โองการที่ 45) ดังนั้นใครที่ละหมาดด้วยความศรัทธา และความรักต่อพระเจ้า(ไม่ใช่สักแต่ละหมาดไปตามประเพณี) เขาก็จะได้รับการขัดเกลาทางศีลธรรมให้พ้นจากการมีจิตใจที่ชั่วช้า
6. ทำไมต้องถือศีลอด?
มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ก็ตรงนี้แหละครับ เมื่อสัตว์มันหิวมันก็กิน เมื่อมันง่วงมันก็นอน เมื่อมีอารมณ์ทางเพศมันก็ผสมพันธุ์ แต่มนุษย์เราใช่ว่าจะกินได้เมื่อหิว จะทำอะไรทำเมื่ออยาก เพราะมันต้องดูด้วยว่าทำได้หรือไม่? ถูกหรือผิด? การถือศีลอดจึงเป็นการฝึกหักห้ามใจ
การถือศีลอดไม่ได้มีแต่เพียงการฝึกอดอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการงดเว้นการกระทำอื่นๆบางประการอีกด้วย ฉะนั้นการถือศีลอดจึงเป็นการฝึกให้มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ ให้รู้จักควบคุมตนเองว่าห้ามกินทั้งๆที่หิว สามีภรรยาห้ามร่วมประเวณีกันในเวลากลางวัน(ขณะถือศีลอด) ให้รู้จักควบคุมอารมณ์ไม่ให้โกรธ ให้รู้จักควบคุมคำพูดไม่ให้พูดไร้สาระ ไม่นินทาว่าร้ายคน ถ้าหากเราระงับการนินทาว่าร้ายไม่ได้ การอดอาหารนั้นก็แทบจะเป็นการหิวฟรี! ไม่ได้บุญอะไร
การถือศีลอดเป็นแบบทดสอบความศรัทธาอย่างหนึ่ง มนุษย์ที่ไม่มีศรัทธาเขาก็ไม่รู้ว่าจะอดไปเพื่ออะไร แต่สำหรับผู้ศรัทธาเขาก็จะมีความยำเกรงต่อพระเจ้าและไม่กล้าประพฤติผิดระเบียบวินัยที่พระเจ้าบัญญัติไว้ โดยมีการอดอาหารเป็นตัวควบคุมจิตใจและเตือนสติว่ากำลังถือศีลอยู่นะ.. อย่าทำผิดนะ..
พระผู้เป็นเจ้าได้บัญญัติให้มีข้อบังคับสำหรับมุสลิมคือ ให้ถือศีลอดตลอดเดือนรอมฎอนในทุกปีสำหรับผู้ที่มีความสามารถ ไม่ใช่เด็ก ไม่ใช่คนชรา ไม่ใช่คนป่วยหรือคนท้อง
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
หื่นคุง69
เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
จึกโป๊ะ
เอาแล้วไง มาแล้วตัวจุดชนวน กรูไปก่อนละ
ผมนับถือพุทธนะแต่ก็ไม่จำเป็นต้องเกลียดอิสลาม
คำสั่ง
โหวต
1 คะแนน โดย
xjapan
เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
เกลียดพาลทะมิด
เอามาเผยเเพร่หรอ เป็นอิสลามเปล่าครับ พูดเข้าข้างตัวเองมากๆ
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
PanGBaD
เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว
อืม ไม่ใช่ อิสลาม ทุกคนที่แล้ว มุสลิม บางกลุมที่เลว นะผมว่า
เพราะเพื่อนผม อิสลามไปเรียนต่อมาเล
กลับมามันเล่าให้ฟังว่า พวก ครู เป่า หูตลอดเลย เรื่องภาคใต้ ให้เข้าร่วมๆ
แต่มานไม่เอา แล้วก็กลับมาเล่าให้ฟัง
ก็เหมือนคนไทยบาง กลุ่ม นั้นละ หวังแต่จะ ได้ 55+
เฮ้อ..... เดียวนี้ คนมันนะ เปลียนไปแล้ว
คำสั่ง
โหวต
0 คะแนน โดย
กับคำถามที่คุณอยากรู้คำตอบ
โดยทีมงาน ชาวต้นไม้
หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม สำหรับทั้งคนที่ไม่ใช่มุสลิม หรือคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม และมุสลิมที่ต้องการแนวคำตอบไว้สำหรับตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับอิสลามในเรื่องพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้อ่านเป็นคนต่างศาสนิกก็จะทำให้คุณรู้จักศาสนาอิสลามมากขึ้นในระดับหนึ่ง
หนังสือของชาวต้นไม้นี้ เดิมเป็นรูปแบบการตอบคำถามแบบสั้นๆกะทัดรัด ส่วนฉบับนี้ได้มีการปรับปรุงให้มีเนื้อหาสาระมากขึ้นสำหรับผู้ที่มีเวลาอ่านและสนใจจะหาคำตอบที่เคลือบแคลงใจ โดยทั้งสองฉบับได้มีการพิมพ์เป็นครั้งที่สองแล้ว เนื่องจากว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก
..ชาวต้นไม้..
ผมขอเกริ่นนำให้ทราบถึงโครงสร้างของศาสนาคร่าวๆก่อนดังนี้...
อิสลาม เป็นชื่อศาสนา ซึ่งตามรากศัพท์แล้วมีสองความหมาย คือ 1.)สันติ 2.)การยอมจำนนต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้า แน่นอนครับเมื่อมีการน้อมรับและปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า มันจึงจะทำให้เกิดความสันติ
มุสลิม หมายถึงคนที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือมีความหมายว่า “ผู้ที่ยอมจำนนต่อเจตนารมณ์ของพระเจ้า”
จากตรงนี้ท่านคงแยกแยะออกแล้วนะครับว่า“อิสลาม”คือศาสนา ส่วน“มุสลิม”คือคน ดังนั้นเวลาท่านเห็นคนมุสลิมไปทำชั่ว ไปกินเหล้า ไปตีหัวคน ก็อย่าบอกว่า “อิสลาม”ชั่ว! แต่ให้ใช้คำว่า“มุสลิม”คนนั้นชั่ว!
ประการต่อมาให้ทราบว่าอิสลามไม่ใช่ชื่อ“เชื้อชาติ” (เช่นไทย, จีน, ฝรั่ง, แขก) ดังนั้นก็อย่าเข้าใจว่าอิสลามคือแขก! หรือไปเข้าใจว่าแขกคืออิสลาม! เพราะแขกนั้นมีหลายศาสนาเหลือเกิน โดยเฉพาะอินเดีย, เนปาล, ศรีลังกา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ (อย่าลืมสิครับว่าศาสนาพุทธมาจากไหน?)
ฉะนั้นในเมื่ออิสลามเป็นศาสนาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงในสากลโลกและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย อิสลามจึงเป็นศาสนาของมนุษย์ทุกเชื้อชาติทุกเผ่าพันธุ์นับตั้งแต่อาดัมมนุษย์คนแรกที่เกิดมาบนโลกจนกระทั่งถึงยุคสุดท้ายของมนุษยชาติ โดยมีศาสดาจำนวนมากมายที่พระผู้เป็นเจ้าได้แต่งตั้งให้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้ดำรงชีวิตอยู่บนโลกอย่างมีศีลธรรมและมีความสงบสันติ และจะได้รับผลตอบแทนในโลกหน้า โดยมีศาสดาคนสุดท้ายแห่งมนุษยชาติก็คือท่านนบีมุฮัมมัดนั่นเอง ถึงแม้ท่านจะเป็นคนอาหรับ แต่ศาสนาที่ท่านนำมาไม่ได้ถูกจำกัดไว้นับถือเฉพาะคนอาหรับเท่านั้น แต่มันเป็นศาสนาสำหรับมนุษย์ทั้งโลกไม่ว่าจะผิวขาว, ผิวดำ หรือผิวเหลืองก็ตาม
เอาล่ะครับเมื่อเราเข้าใจแก่นของศาสนาแล้ว เราก็มาดูเรื่องข้อสงสัยเกี่ยวกับอิสลามกัน ซึ่งถึงแม้คำถามหรือข้อสงสัยเหล่านี้บางข้อก็ไม่ใช่ส่วนที่เป็นหลักสำคัญของศาสนา แต่ก็มักจะเป็นคำถามที่คนถามบ่อยเพราะเป็นส่วนที่ทำให้มุสลิมมีความแตกต่างไปจากศาสนิกอื่นนั่นเอง
โดยหลักการแล้ว เหตุผลของมุสลิมที่จะกระทำสิ่งใดก็เนื่องจากพระเจ้าสั่งหรืออนุญาตให้กระทำ และมุสลิมจะไม่กระทำสิ่งใดก็เนื่องจากพระเจ้าสั่งห้ามไม่ให้กระทำ มันเป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับมุสลิม แต่สำหรับคนต่าง ศาสนิกอาจมองว่าเหตุผลยังไม่เพียงพอหรืออาจมองว่ามุสลิมนั้นเป็นประชาชาติที่ไม่นิยมใช้เหตุผล ..ดูเหมือนจะใช่ครับ แต่ว่าไม่ใช่!
ที่ถูกคืออิสลามสอนให้ใช้เหตุผลใช้ปัญญาในช่วงแรก และให้ใช้ความศรัทธาในช่วงหลัง...
อิสลามสอนให้มนุษย์ใช้เหตุผล ใช้ปัญญา และสามัญสำนึกในการ“แสวงหาพระเจ้า” อิสลามจะไม่สอนให้มนุษย์ศรัทธาพระเจ้าด้วยวิธีงมงาย หรือใช้วิธีการรอปาฏิหาริย์เพื่อพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีจริง แต่อิสลามจะสอนให้มนุษย์ได้ใช้ปัญญาพิจารณาธรรมชาติ ..ให้ใคร่ครวญอย่างหนักว่าใครคือผู้สร้าง ..ให้ใคร่ครวญอย่างหนักว่าใครคือผู้ที่ควรแก่การถูกสักการะบูชา ..ให้ใคร่ครวญอย่างหนักว่าศาสนาไหนกันแน่ที่เป็นสัจธรรม ..ไม่ใช่สักแต่เพียงหลับหูหลับตานับถือศาสนาหรือความเชื่อตามบรรพบุรุษปู่ย่าตายาย และเมื่อหาข้อสรุปลงเอยได้แล้วว่า สรรพสิ่งทั้งปวงนั้นมีผู้สร้าง มีผู้บริหาร มีผู้คุมกฎธรรมชาติ และผู้สร้างนั้นมีอยู่หนึ่งเดียว และนบีมุฮัมมัดเป็นศาสดาคนสุดท้ายที่พระองค์แต่งตั้งให้มนุษย์เชื่อฟัง และอัล-กุรอานคือคัมภีร์เล่มสุดท้ายอันเป็นธรรมนูญสูงสุดที่จะมาควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ ..ใครที่ศรัทธาแบบนี้เขาคือ“มุสลิม”
ดังนั้นการที่ใครมีชื่อมุสลิม เกิดมาในครอบครัวมุสลิมนั้นไม่เพียงพอนะครับต่อการที่เขาจะเป็นมุสลิม นอกจากว่าเขาจะต้องมีความศรัทธาด้วย เพราะอิสลามเป็นศาสนา ไม่ใช่ประเพณี
..และขอเรียนให้ทราบว่าเรื่องกฎบัญญัติข้อสั่งใช้และสั่งห้ามนั้น ไม่ใช่หลักการที่มุสลิมอุตริตั้งกฎขึ้นมาเอง หรือไม่ใช่ว่าจะไปเอาประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นใดๆมายึดถือปฏิบัติกันได้ แต่มุสลิมจะยึดถือตามบัญญัติที่มาจากพระเจ้าเท่านั้นนั่นก็คือ 1. คัมภีร์อัล-กุรอาน (เป็นพระดำรัสของพระเจ้า) 2. หะดีษ (แบบฉบับของท่านนบีมุฮัมมัด ซึ่งมีทั้งคำพูด, การกระทำ และการนิ่งเฉยยอมรับในสิ่งที่สาวกกระทำ)
ทีนี้มาถึงคำถามที่ชาวต่างศาสนิกมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอิสลามว่าสิ่งเหล่านี้มันมีเหตุผลหรือมีคำตอบหรือไม่?
1.) ทำไมมุสลิมไม่กินหมู ?
ใครที่ถามแบบนี้ถือว่าเป็นการตั้งคำถามที่ถูกต้องครับ เพราะมุสลิมไม่กินหมู แต่ถ้าใครถามว่า “ทำไมมุสลิมกลัวหมู?” แบบนี้ถือว่าตั้งคำถามผิดนะครับ เพราะมุสลิมไม่ได้กลัวหมู แต่คนไทยเรามักเข้าใจผิดๆโดยไปจดจำมาจากหนังตลกว่ามุสลิมกลัวหมู และต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อเห็นหมู!
ส่วนคำตอบที่ว่าทำไมมุสลิมไม่กินหมูก็คือพระเจ้าสั่งห้ามนั่นเองครับ และสิ่งที่พระเจ้าสั่งห้ามก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งในบางเรื่องนั้นมนุษย์ก็ไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำ หรือในบางเรื่องมนุษย์ก็สามารถค้นพบหาเหตุผลได้ด้วยกระบวนการศึกษาธรรมชาติหรือที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์
ยุคปัจจุบันมีการใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูเนื้อสัตว์ก็พบว่าเนื้อสัตว์ทุกชนิดมีพยาธิตัวเล็กๆที่ตามนุษย์มองไม่เห็นอยู่มากน้อยต่างกันไป แต่ในเนื้อหมูมีพยาธิบางชนิดซึ่งมีเกราะที่เกิดจากไขมันในเนื้อหมูห่อหุ้มมันอยู่ ซึ่งความร้อนจากการหุงต้มไม่สามารถทำลายมันได้ พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปฝังอยู่ในร่างกายมนุษย์หลังจากที่กินเนื้อหมูเข้าไป และรอฟักตัวออกมาทำอันตรายร่างกายมนุษย์ เช่น ประสาทตาและประสาทสมอง เป็นต้น
มุสลิมในยุคก่อนเขาไม่ทราบถึงเหตุผลเหล่านี้ แต่เขาน้อมรับและปฏิบัติตามข้อบัญญัติที่มาจากพระเจ้า และหมูเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ(กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ของมัน)ซึ่งพระเจ้าระบุไว้ว่าเป็นสัตว์สกปรก(นะญิส) ก็เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามุสลิมไม่กินหมูเพราะเหตุผลที่ว่าหมูมีพยาธิ ดังนั้นถึงแม้ในอนาคตจะสามารถทำให้เนื้อหมูปลอดจากพยาธิชนิดนี้ได้ หรือจะเลี้ยงหมูอย่างดีไม่ต้องให้กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ แต่มุสลิมก็จะยังคงไม่กินหมูอยู่ดีเนื่องจากเป็นสิ่งที่พระเจ้าบัญญัติห้าม
...แล้วถามว่าทำไมต้องห้ามน่ะหรือครับ? ก็เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ความศรัทธาครับ มนุษย์ที่ศรัทธาในพระเจ้าเขาก็จะน้อมรับกฎระเบียบที่พระเจ้าบัญญัติไว้ เขาจะไม่กินตามปากอยาก แต่เขาจะเลือกกินโดยพิจารณาว่าพระเจ้าอนุญาตให้กินหรือไม่
...และอาจมีบางคนตั้งคำถามว่า ในเมื่อไม่ให้กินหมูแล้วพระเจ้าจะสร้างหมูมาทำไม? คืออย่างนี้ครับ พระเจ้าสร้างสิ่งมีชีวิตมาหลากหลายชนิด แต่ไม่ใช่ว่าสัตว์ทุกชนิด จะถูกสร้างมาเพื่อเป็นอาหารสำหรับมนุษย์นะครับ สัตว์บางชนิดเกิดมาเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศน์ สัตว์บางชนิดถูกสร้างมาเพื่อกินสัตว์กินพืช ไม่เช่นนั้นแล้วสัตว์กินพืชก็จะกินใบไม้หมดป่า ซึ่งป่าไม้และพืชนั้นก็ทำหน้าที่ซับน้ำ, ผลิตออกซิเจน, รักษาชั้นบรรยากาศของโลก และยังเป็นอาหารให้มนุษย์ด้วย ทำนองนี้เป็นต้นครับ ดังนั้นเราจึงต้องเลือกครับว่าสิ่งใดพระเจ้าอนุญาตให้กิน สิ่งใดพระเจ้าไม่อนุญาตให้กิน ซึ่งในเรื่องของอาหารแล้ว สิ่งใดที่พระเจ้าไม่ได้บัญญัติห้ามสิ่งนั้นถือว่าอนุญาตให้กินได้โดยปริยายครับ
ส่วนสิ่งอื่นที่พระเจ้าบัญญัติห้ามกิน ได้แก่ 1.)สิ่งมึนเมาทุกชนิด 2.)เลือด 3.)สัตว์บกที่ตายโดยไม่ได้ถูกเชือด 4.)สัตว์บกที่ไม่ได้กล่าวนามพระเจ้าขณะเชือด 5.)สัตว์บกที่ใช้กรงเล็บหรือเขี้ยวล่าสัตว์กินเป็นอาหาร 6.)เนื้อลา 7.)สัตว์ที่พระเจ้าระบุว่าเป็นสิ่งสกปรกน่ารังเกียจ(นะญิส) เช่น หมา 8.)อาหารใดก็ตามที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม เช่นขโมยมา หรือซื้อมาด้วยทรัพย์สินที่ได้มาโดยผิดหลักการศาสนา (เช่นเงินดอกเบี้ย เป็นต้น) ซึ่งทั้งหมดถูกบัญญัติในอัล-กุรอานและหะดีษทั้งสิ้น ..และนอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้วนี้รวมทั้งสัตว์น้ำทั้งหมดก็เป็นที่อนุญาตให้กินได้
เห็นไหมครับว่าที่ว่ากันว่ามุสลิมไม่กินหมูนั้น ไปๆมาๆไม่ใช่แค่หมูนะครับที่มุสลิมไม่กิน ดังนั้นคงหายสงสัยแล้วสินะครับว่าทำไมมุสลิมจึงมักจะหาแต่ร้านที่เป็นร้านอาหารอิสลาม แต่เห็นกฎระเบียบเยอะอย่างนี้คุณคงว่าสิ่งที่ศาสนาอิสลามบัญญัติห้ามนั้นมีเยอะเหลือเกิน แต่ที่จริงหากคุณนับถือศาสนาพุทธน่าจะลองเปิดพระไตรปิฎกดูมั่งนะครับว่า จริงๆแล้วศาสนาพุทธห้ามกินอะไรบ้าง? ซึ่งหากจะให้ผมนำมากล่าวในหนังสือเล่มนี้ก็คงจะไม่ไหวแน่ เพราะมีเยอะมาก! หรือคนที่นับถือศาสนายิวหรือคริสต์ก็เช่นกันหากเขาจะปฏิบัติตามคัมภีร์ล่ะก็มีสัตว์หลายชนิดครับที่คัมภีร์ระบุว่าห้ามกิน และที่สำคัญไม่เคยมีใครถามเลยว่าทำไมชาวยิวและชาวคริสต์ ปัจจุบันกินหมูกันซะแล้ว? ทั้งๆที่ในไบเบิล พันธสัญญาเก่าได้ระบุไว้ชัดเจนว่าห้ามกินหมู! (ในบทเลวีนิติ)
2. ทำไมมุสลิมมีภรรยาได้ 4 คน?
ถ้าใครบอกว่าศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่อนุญาตมีภรรยาได้เยอะที่สุด ผมก็จะขอเถียงว่าอิสลามเป็นศาสนาที่อนุญาตให้มีภรรยาได้น้อยที่สุดต่างหากล่ะครับ! งงใช่ไหมล่ะครับ? ยังไม่พอแค่นั้นครับ ผมจะให้คุณงงเพิ่มเข้าไปอีก.. เนื่องจากสังคมปัจจุบันมองว่าอิสลามเป็นศาสนาที่กดขี่สตรีเพศ ผมก็จะขอเถียงว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ยกฐานะของสตรีต่างหากล่ะครับ! งงว่าทำไมมันถึงกลับตะละปัดอย่างนี้ใช่ไหมครับ? สาเหตุที่คุณงงก็เพราะคุณไม่เคยดูคัมภีร์หรือบัญญัติศาสนาของคุณเลย ส่วนอีกประการคือคุณไม่เคยใคร่ครวญถึงอดีตเลย นอกจากมีประวัติศาสตร์ไว้เป็นเพียงตำนานเล่าขานหรือไว้เรียนเพื่อให้สอบผ่านก็เท่านั้น
ประการแรกเรามาดูเรื่องบทบัญญัติของคัมภีร์กัน.. คัมภีร์อัล-กุรอานได้บัญญัติเรื่องแต่งงานไว้ว่า “หากพวกเจ้าไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่บรรดา(สตรี)กำพร้าได้ ก็จงแต่งงานกับสตรีที่ดีแก่พวกเจ้า จะสองคน หรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้ก็จงแต่งงานกับสตรีเพียงคนเดียว หรือไม่ก็สตรีที่มือขวาของเจ้าครอบครองอยู่(คือทาสหญิง) นั่นเป็นสิ่งดียิ่งกว่าในการที่พวกเจ้าจะไม่ลำเอียง” (คำแปลบทอัน-นิซาอฺ โองการที่ 3) ดังนั้นคัมภีร์อัล-กุรอานของศาสนาอิสลามจึงเป็นคัมภีร์เดียวนะครับที่มีระบุประโยคที่บอกว่า “จงแต่งงานกับสตรีเพียงคนเดียว” ซึ่งประโยคนี้ไม่มีถูกบัญญัติไว้ในคัมภีร์ของศาสนาอื่นเลยซักเล่มเดียว และศาสนาอิสลามได้จำกัดจำนวนของการมีภรรยาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งการจำกัดจำนวนของการมีภรรยานั้นไม่มีในศาสนาอื่นนะครับ นั่นหมายความว่าศาสนาอื่นอนุญาตให้มีภรรยากี่คนก็ได้โดยที่ไม่จำกัดจำนวนไงครับ แต่สังคมเราปัจจุบันลืมข้อนี้ไปซะสนิท มนุษย์เราขี้ลืมจนถึงขั้นลืมประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษตน.. คนไทยในอดีตมีภรรยากันเป็นสิบ ยิ่งมียศศักดิ์สูงก็ยิ่งมีภรรยามาก แต่การมีภรรยาหลายคนของคนในอดีตเขาไม่ได้ให้ความเท่าเทียมแก่บรรดาภรรยา เขาจะยกย่องภรรยาคนแรกมากที่สุด ส่วนคนต่อๆมาจะถือว่าเป็นนางสนมหรือไม่ก็เมียน้อย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ศาสนาอิสลามไม่เห็นด้วย ดังนั้นอิสลามจึงเป็นศาสนาที่มายกเลิกอนารยธรรมเหล่านี้ต่างหากล่ะครับ อิสลามไม่มีเมียหลวงเมียน้อย แต่จะมีกฎข้อบังคับให้สามีให้ความเท่าเทียมกับภรรยาทุกๆคน เราจะไม่เรียกว่าใครเป็นเมียหลวงเมียน้อย แต่จะเรียกเป็นภรรยาคนที่ 1..2..3..4.. นอกจากนั้นแล้วอิสลามก็เป็นศาสนาที่มายกสถานะของสตรี จากในอดีตที่ผู้คนถือว่าสตรีเป็นสินค้า แต่อิสลามได้เข้ามายกสถานะสตรีซึ่งเป็นเพศแม่ ให้ได้ถูกรับการปกป้องคุ้มครองจากสามีและกฎหมายอิสลาม ในขณะที่สังคมยุคปัจจุบันกำลังจะนำอนารยธรรมในอดีตกลับมาใช้คือ เห็นผู้หญิงเป็นสินค้าและมีหน้าที่ไว้บำเรอให้ความสุขแก่ผู้ชาย ไม่ว่าจะปรากฏในรูปของโสเภณี, ดารานักร้อง, หรือนักเต้นโชว์ก็ตาม(ในอดีตกาลก็มีสิ่งเหล่านี้) ซึ่งสังคมเราก็กำลังนำสิ่งต่ำทรามในอดีตกลับมาใช้ใหม่
ประการต่อมาคือเหตุผลของการตั้งกฎบัญญัติ ซึ่งเราก็ทราบแล้วว่าเป็นบัญญัติที่มาจากพระเจ้า ซึ่งหวังดีและเอื้ออำนวยประโยชน์ให้มนุษย์เสมอ ไม่ใช่มนุษย์ผู้ชายหน้าไหนมาตั้งกฎเอง หรือนบีมุฮัมมัดซึ่งเป็นผู้ชายได้ออกบัญญัติเพื่อเข้าข้างเพศตนเอง(ดังที่คนชอบกล่าวหากัน) แต่กฎระเบียบทั้งปวงมาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งสร้างมนุษย์มาและรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์อย่างดียิ่ง
ธรรมชาติของผู้ชายนั้น จะมีความชอบหรือพอใจในผู้หญิงหลายคน โดยธรรมชาตินั้นมีความแข็งแรง มีความเป็นผู้นำ ส่วนผู้หญิงนั้นเป็นเพศที่อ่อนแอ มีความพอใจที่จะอยู่ในการดูแลของผู้ชาย และโดยธรรมชาติแล้วเป็นช้างเท้าหลัง (ถ้าไม่มีเท้าหลัง ช้างก็เดินไม่ได้)
การที่มนุษย์สร้างแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นมาว่าผู้หญิงเท่าเทียมกับชายหรือสามารถทำอะไรได้เหมือนผู้ชายนั้น ขัดกับหลักความเป็นจริงทางธรรมชาติของมนุษย์โดยสิ้นเชิง เป็นเพียงการหลอกตัวเองและเป็นความคิดที่เพ้อเจ้อ.. เราลองคิดตามกันดูว่า..นักวิ่งที่วิ่งเร็วที่สุดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ..นักมวยที่เก่งที่สุดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ..นักแข่งรถที่เก่งที่สุดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ..นักยกน้ำหนักที่ทำสถิติได้สูงที่สุดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย? ..และตกลงเพศชายหรือเพศหญิงครับที่เป็นฝ่ายตั้งท้องและให้นมลูก? ..นี่คือธรรมชาติครับ ผู้หญิงไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนผู้ชาย และผู้ชายก็ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนผู้หญิง
..ในมุมมองของผู้คนสังคมปัจจุบันนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าถูกล้างสมองให้มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อระบบ“ผัวเดียวเมียเดียว”กันไปหมดแล้วไม่เว้นแม้แต่มุสลิมเอง แต่ในความเป็นจริงแล้วการกำหนดให้ผู้ชายทุกคนมีภรรยาคนเดียว เป็นสิ่งที่ขัดกับความเป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะอย่างที่เราทราบกันว่าจำนวนของผู้หญิงบนโลกนั้นมีมากกว่าชาย
ในนิวยอร์ครัฐเดียวมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 1 ล้านคน ในรัสเซียมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 9 ล้านคน และในอเมริกานั้นมีสตรีที่หาสามีไม่ได้จำนวนมากกว่า 30 ล้านคน! (เนื่องจากผู้ชายชาวอเมริกันไปเป็นเกย์กันเยอะด้วยส่วนหนึ่ง) ส่วนในอังกฤษสตรีมีมากกว่าชาย 4 ล้านคน ในเยอรมันมีหญิงมากกว่าชาย 5 ล้านคน และสำหรับเฉพาะรัสเซียแค่ประเทศเดียวมีสตรี 9 ล้านคนที่ยังหาสามีไม่ได้! ….เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้ถึงความเป็นจริงข้อนี้แล้วยังจะมีคำถามอยู่อีกหรือไม่ว่า “ทำไมไม่ให้ผู้หญิงมีสามีได้ 4 คน บ้าง”! (นึกภาพดู ถ้าคุณมีสามี 4 คน แล้วในขณะที่คุณท้องอยู่น่ะนะ สามีทั้ง 4 คุณวุ่นแน่นอนครับ)
เมื่อเราทราบสถิติข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้แล้ว ตกลงจะเลือกแบบไหนดี
ระหว่างให้สตรีที่เป็นโสดได้ไปแต่งงานกับคนที่มีภรรยาแล้ว..? หรือให้สตรีที่เป็นโสดได้เป็นโสดต่อไป หรือไปเป็นโสเภณีไว้รับใช้ในสถานบริการสำหรับสามีที่แอบหนีภรรยามาเที่ยว?
และสำหรับเรื่องสถานขายบริการทางเพศ(ไม่ว่าจะปรากฏในรูปของสถานบันเทิงชนิดใดก็ตาม) นั่นก็คืออีกปัญหาหนึ่งของสังคม บรรดานักเรียกร้องสิทธิสตรี(ที่เกลียดระบบเมีย 4 ของอิสลาม) เขาไม่เคยเล็งเห็นถึงโทษของการบังคับให้ผู้ชายมีภรรยาได้คนเดียว เขาคิดว่าสถานบริการต่างๆทั่วโลกที่ทำกำไรมหาศาลทุกวันนี้ได้ลูกค้ามาจากไหนกันนักหนาล่ะ? ก็สามีพวกคุณทั้งนั้นแหละ! เพราะความพอใจในผู้หญิงหลายคนนั้นเป็นนิสัยโดยธรรมชาติของผู้ชาย ดังนั้นอิสลามจึงป้องกันปัญหาเรื่องความมักมากของผู้ชายไม่ให้ไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นอย่างไม่ถูกต้อง จึงให้มีการแต่งงานซะ แล้วสตรีคนนั้นก็ถือว่าเป็นภรรยาของคุณ ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลให้ความรักและความคุ้มครองอย่างดี ..ศาสนาอิสลามได้วางระบบระเบียบไว้เหมาะสมแล้วสำหรับมนุษย์ ทั้งเรื่องการอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้มากกว่า 1 แต่ไม่เกิน 4 และทั้งกฎหมายอิสลามที่ไม่อนุญาตให้มีสถานบันเทิงซักชนิดเดียว ซึ่งถ้าประเทศไหนรัฐไหนนำกฎนี้ไปใช้ สังคมนั้นก็จะเกิดความสันติสุข(ดังชื่อของศาสนา)
เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา เขาจึงไม่รู้เบื้องลึกเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ ดังนั้นบรรทัดฐานกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ได้อุตริตั้งขึ้นมาเองตามอารมณ์เห็นชอบของพวกเขานั้นไม่ได้เป็นผลดีกับพวกเขาเลย แล้วยังกลับทำให้สังคมเสื่อมทรามไปทั้งระบบ และต้นตอของปัญหาก็คือมาจากสถาบันครอบครัวนั่นเอง เพราะฉะนั้นศาสนาอิสลามจึงสนับสนุนให้มนุษย์มีครอบครัว มีการแต่งงาน และสมควรที่รีบแต่งงานเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือวัยหนุ่มสาว แต่ถ้าเราฝ่าฝืนหรือปฏิเสธกฎข้อนี้ มันก็จะเกิดปัญหาสำหรับวัยรุ่นอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน
3. ทำไมต้องคลุมหิญาบ?
อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่า อิสลามเป็นศาสนาที่ยกย่องสถานะของสตรี ดังนั้นกฎระเบียบว่าด้วยการแต่งกายนั้นก็เป็นบทบัญญัติที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ซึ่งรู้ธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างดีและหวังดีต่อมนุษย์ โดยธรรมชาติแล้วทั้งร่างกายของสตรีถือเป็นส่วนเย้ายวนต่อเพศตรงข้าม ดังนั้นพระผู้เป็นเจ้าจึงได้บัญญัติให้ทั้งร่ายกายของสตรีถือเป็นส่วนพึงสงวน(เอาเราะฮฺ) ที่ต้องปกปิด ยกเว้นหากจะเปิดก็อนุญาตให้เปิดได้เฉพาะใบหน้าและฝ่ามือ ส่วนสำหรับผู้ชายนั้น ส่วนพึงสงวนที่ต้องปกปิดก็คือบริเวณตั้งแต่สะดือลงไปถึงหัวเข่า โดยไม่มีการจำกัดว่าเครื่องแต่งกายนั้นจะเป็นชุดของวัฒนธรรมใดหรือชาติใด แต่หากต้องการจะได้รับผลบุญมากขึ้นก็ให้แต่งกายซึ่งเป็นรูปแบบที่นบีมุฮัมมัดเคยสวมใส่ไว้เพื่อเป็นการแสดงความรักที่มีต่อท่านนบี และเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชาวมุสลิม ซึ่งกฎระเบียบเรื่องการแต่งกายทั้งหญิงและชายก็ล้วนมาจากบทบัญญัติของอัล-กุรอานและหะดีษทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ใช่ว่าการที่มุสลิมแต่งกายมิดชิดนั้นเป็นเพราะวัฒนธรรมหรือประเพณีของชาติใดหรือท้องถิ่นใด แต่มันเป็นการแต่งกายตามบัญญัติศาสนา
แต่สำหรับสตรีส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และบรูไนนั้นมีการแต่งกายที่ผิดหลักการศาสนา เช่น คลุมศีรษะแต่สวมเสื้อผ้ารัดรูป หรือคลุมศีรษะไม่มิดชิดเปิดผมและคอ หรือบ้างก็คลุมศีรษะแต่สวมเสื้อผ้าบางๆ และยิ่งในยุคปัจจุบันมีการคลุมศีรษะแต่สวมเสื้อเอวลอย..! ทำนองนี้เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นการแต่งกายที่ผิดหลักศาสนา และทำให้คนต่างศาสนิกมีความเข้าใจเรื่องการแต่งกายของมุสลิมแบบผิดๆไปด้วย
ในสังคมปัจจุบันได้มีมุมมองที่แสนจะไร้เหตุผลว่า การที่ให้สตรีคลุมผมคลุมหน้าและแต่งกายมิดชิดนั้นเป็นการกดขี่สตรี! หรือเป็นการปิดกั้นสิทธิของสตรี! ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ขัดกับความเป็นจริงและสามัญสำนึกของมนุษย์ เพราะมนุษย์เราทุกคนก็รู้ดีว่าสตรีที่มีเกียรติคือคนที่รักนวลสงวนตัว มีกิริยาที่สุภาพและมีการแต่งกายที่เรียบร้อย ดังนั้นการปกปิดเรือนร่างของสตรีก็เป็นการบ่งบอกให้รู้ว่าร่างกายของสตรีนั้นมีเกียรติ เป็นสิ่งพึงสงวนปกป้องปกปิดแม้จะเป็นแค่สายตาก็ตาม ส่วนผู้ชายคนไหนก็ตามที่บอกว่าการแต่งกายมิดชิดเป็นการกดขี่สตรีนั้นถือว่าเขาพูดโกหก! เพราะจริงๆแล้วมันเป็นการปิดกั้นโอกาสในการมองของเขามากกว่า! และสตรีคนไหนก็ตามที่บอกว่าการแต่งกายมิดชิดเป็นการปิดกั้นสิทธิสตรี จริงๆแล้วมันเป็นการปิดกั้นสิทธิในการทำชั่วนะครับ เพราะการที่เราเปิดส่วนพึงสงวนนั้นก็เท่ากับว่าเราไปเย้ายวนให้ผู้ชายนั้นเกิดตัณหา และสิ่งเหล่านี้ตามตรรกะเหตุผลแล้วไม่ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลนะครับ เพราะตราบใดที่มันไปกระทบสายตาผู้อื่นนั่นก็ถือว่ามันเป็นสิทธิของผู้รับภาพนั้นด้วย ก็เหมือนกับคุณเปิดเพลงฟัง ตราบใดที่เพลงนั้นมันเสียงดังหนวกหูไปถึงข้างบ้าน นั่นหมายความว่ามันเป็นสิทธิของผู้ที่ได้ยินเสียงนั้นด้วย
ดังนั้นเป็นที่พิสูจน์ได้แน่นอนแล้วไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยว่า เรือนร่างของสตรีนั้นก่อความวุ่นวายให้แก่สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราเห็นได้ในข่าวทุกๆวันว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมก็คือตัวสตรีเอง ซึ่งความจริงมันได้ปรากฏให้เห็นว่าประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมายอิสลามอย่างสะอุดีย์อาระเบียนั้นในรอบปีไม่มีข่าวอาชญากรรมทางเพศเลย (รวมทั้งอาชญากรรมอื่นๆด้วย) เพราะกฎหมาย อิสลามมีบทลงโทษที่เด็ดขาด แต่หากมีข่าวเกี่ยวกับการข่มขืนกระทำชำเราเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นข่าวดังในรอบ 2-3 ปีของประเทศเขาเลยทีเดียว ซึ่งต่างจากประเทศไทยเราที่มีข่าวเหล่านี้ปรากฏแทบทุกวัน นั่นก็เพราะการแต่งกายที่แตกต่างกันนั่นเอง และสาเหตุอื่นๆที่ทำให้ประเทศสะอุดีย์อาระเบียมีความสงบสุขกว่าไทยหลายเท่า ก็เพราะกฎระเบียบในการปกครองและความเชื่อทางศาสนา
อิสลามจึงได้จำกัดในเรื่องสิทธิของทั้งหญิงและชายก็เพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุขและความสันติ(ตามชื่อศาสนา) ซึ่งทั้งผู้หญิงและผู้ชายไม่มีสิทธิในการทำชั่ว มันแตกต่างจากสังคมไทยและสังคมของคนในอดีตที่จำกัดสิทธิไว้เฉพาะผู้หญิง ส่วนสำหรับผู้ชายนั้นจะทำชั่วอย่างไรก็ได้ แต่สำหรับอิสลามแล้วถือว่าทำชั่วไม่ได้ทั้งสองเพศ แม้แต่การมอง ผู้ชายจะจ้องมองผู้หญิงในลักษณะชู้สาวก็ไม่ได้ ซึ่งกรณีอย่างนี้ในอัล-กุรอาน (บทอันนูรฺ โองการที่ 30)ได้สั่งให้ผู้ชายลดสายตาลงว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดาผู้ศรัทธาชาย ให้พวกเขาลดสายตาพวกเขาลงต่ำ และให้สงวนอวัยวะเพศของพวกเขาไว้” ส่วนสำหรับสตรีนั้น อัล-กุรอานได้บัญญัติว่า “จงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิง ให้พวกเธอลดสายตาลงต่ำ และให้สงวนอวัยวะเพศของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับเว้นแต่ส่วนที่เปิดเผยได้ และให้เธอปิดผ้าคลุมศีรษะของเธอลงมาถึงหน้าอก” (คำแปลบทอันนูรฺ โองการที่ 31)
อนึ่ง เรื่องข้อบทบัญญัติเกี่ยวกับการคลุมผมและการแต่งกายที่มิดชิดของสตรีนั้นไม่ใช่ถูกระบุไว้เฉพาะในคัมภีร์อัล-กุรอานเท่านั้น แต่ยังมีระบุไว้ในคัมภีร์ของศาสนาอื่นด้วยทั้งคัมภีร์ของชาวฮินดู, คัมภีร์ของชาวยิวและคริสต์ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสตรีชาวคริสต์ในอดีตกาลนั้นจะมีการคลุมศีรษะเช่นกัน แต่ในปัจจุบันพวกเขาก็เลิกยึดถือบทบัญญัตินั้นซะแล้วที่เหลืออยู่ก็มีแต่เฉพาะซิสเตอร์เท่านั้นที่คลุม
4. ทำไมต้องขลิบ?
ในยุคปัจจุบันเรื่องการขลิบเป็นข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางการแพทย์ว่า เป็นการรักษาความสะอาดของอวัยวะเพศและป้องกันการเกิดกามโรค เพราะเชื้อโรคและสิ่งสกปรกหมักหมมทั้งหมดจะเกาะตัวอยู่ในบริเวณหนังห่อหุ้มของอวัยวะเพศซึ่งทำความสะอาดได้ยาก และหนังส่วนนั้นก็จะไม่มีประโยชน์ใดๆเลยเมื่อมนุษย์เติบโตขึ้นมา ดังนั้นการแพทย์จึงสนับสนุนให้มีการขลิบ และในประเทศอเมริกานั้นถือเป็นธรรมเนียมหรือค่านิยมโดยทั่วไปคือการให้มีการขลิบตั้งแต่แรกเกิด
นอกจากมุสลิมแล้ว ชาวยิวก็มีบทบัญญัติให้ผู้ชายขลิบเช่นกัน เนื่องจากเป็นบัญญัติที่พระเจ้าสั่งต่อโมเสส(นบีมูซา) และก็เป็นบทบัญญัติสำหรับชาวคริสต์ด้วย เพราะคำสอนของโมเสสก็ถือเป็นบัญญัติสำหรับชาวคริสต์เช่นกัน (ดูบทเยเนซิศ) และพระเยซู(นบีอีซา)ก็ขลิบด้วยเช่นกัน (ดูบทลูกา) แต่ปัจจุบันมีชาวคริสต์หลงเหลืออยู่เพียงบางนิกายเล็กๆเท่านั้น ที่ยังคงปฏิบัติตามบัญญัติเรื่องการขลิบ
ท่านนบีมุฮัมมัดได้ตั้งเป็นข้อบังคับสำหรับผู้ชายทุกคน ให้มีการขลิบ ส่วนการรักษาทำความสะอาดร่างกายอื่นๆตามแบบฉบับที่ท่านนบีแนะนำไว้ได้แก่ การตัดเล็บ, การถอนขนรักแล้, การโกนขนอวัยวะเพศ, การขลิบหนวดและไว้เครา
ส่วนการขลิบสำหรับฝ่ายหญิงนั้นไม่เป็นที่บังคับ แต่ท่านนบีมุฮัมมัดได้แนะนำว่าการขลิบ(คลิตอริส)สำหรับฝ่ายหญิงจะช่วยเพิ่มความสุขทางเพศให้แก่เธอ แต่จากข้อแนะนำตรงนี้ได้ถูกบิดเบือนออกไปเป็นประเพณีของชาวอัฟริกันเผ่าหนึ่งซึ่งนับถืออิสลาม และได้นำเรื่องการขลิบสำหรับสตรีนี้ไปทำอุตริกรรม เป็นประเพณีของพวกเขาในการรักษาพรหมจารีด้วยการขลิบและเย็บปิดอวัยวะเพศ ซึ่งพิธีกรรมนี้ไม่มีในบัญญัติของศาสนาอิสลาม
5. ทำไมต้องละหมาด?
การละหมาดเป็นบัญญัติที่พระเจ้าได้สั่งให้ผู้ศรัทธาทุกๆยุค กระทำ(ไม่ว่าจะศาสดาท่านไหนๆก็ตาม) เพื่อแสดงความเคารพรักภักดีต่อพระองค์ โดยที่ผู้ศรัทธาห้ามไปแสดงความเคารพรักภักดีต่อวัตถุ หรือมนุษย์หน้าไหน เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้สร้างมนุษย์ ไม่ได้เป็นผู้ให้ชีวิตและปัจจัยยังชีพแก่มนุษย์ หากแต่มนุษย์เราต่างก็นำสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างมาใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น แม้กระทั่งพ่อแม่ของเราเองก็ไม่ได้เป็นผู้สร้างอสุจิ ไม่ได้เป็นผู้สร้างมดลูก ไม่ได้เป็นผู้สร้างกระบวนการตกไข่ ไม่ได้เป็นผู้สร้างกลไกการปฏิสนธิ หากแต่กลไกทางธรรมชาติเหล่านี้ถูกสร้างมาโดยพระผู้เป็นเจ้าผู้ซึ่งอภิบาลสรรพสิ่งทั้งปวง
การละหมาดเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพระผู้เป็นเจ้า เป็นการเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง โดยไม่ต้องมีสื่อกลางหรือนักบวชมาคอยทำพิธีให้ นอกจากนั้นแล้วผลดีที่เกิดขึ้นนอกจากได้รับผลบุญแล้วก็คือ การละหมาดเป็นอาหารทางด้านจิตวิญญาณด้วย มนุษย์เรากินอาหารสำหรับร่างกายวันละ 3 เวลา แต่สำหรับอาหารของจิตวิญญาณบางคนไม่มีเลย เขาจึงเป็นคนที่จิตใจไม่สะอาด หรือมีจิตใจที่อ่อนแอ(เป็นลักษณะหนึ่งของผู้ที่ไม่ศรัทธา) ซึ่งสำหรับมุสลิมแล้วถูกกำหนดให้ละหมาด เป็นข้อบังคับวันละ 5 เวลา ส่วนนอกจากนี้แล้วก็สามารถละหมาดได้เนื่องในสถานการณ์ต่างๆ(ตามที่ท่านนบีได้ทิ้งแบบฉบับไว้) แต่ไม่เป็นที่บังคับ
การละหมาดยังเป็นการขัดเกลาจิตใจและพัฒนาศีลธรรมตนเอง ให้พ้นจากความชั่วทั้งหลาย ดังที่อัล-กุรอานได้กล่าวว่า “แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการทำสิ่งลามกและความชั่ว” (บทอัลอังกะบูต โองการที่ 45) ดังนั้นใครที่ละหมาดด้วยความศรัทธา และความรักต่อพระเจ้า(ไม่ใช่สักแต่ละหมาดไปตามประเพณี) เขาก็จะได้รับการขัดเกลาทางศีลธรรมให้พ้นจากการมีจิตใจที่ชั่วช้า
6. ทำไมต้องถือศีลอด?
มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ก็ตรงนี้แหละครับ เมื่อสัตว์มันหิวมันก็กิน เมื่อมันง่วงมันก็นอน เมื่อมีอารมณ์ทางเพศมันก็ผสมพันธุ์ แต่มนุษย์เราใช่ว่าจะกินได้เมื่อหิว จะทำอะไรทำเมื่ออยาก เพราะมันต้องดูด้วยว่าทำได้หรือไม่? ถูกหรือผิด? การถือศีลอดจึงเป็นการฝึกหักห้ามใจ
การถือศีลอดไม่ได้มีแต่เพียงการฝึกอดอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการงดเว้นการกระทำอื่นๆบางประการอีกด้วย ฉะนั้นการถือศีลอดจึงเป็นการฝึกให้มนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ ให้รู้จักควบคุมตนเองว่าห้ามกินทั้งๆที่หิว สามีภรรยาห้ามร่วมประเวณีกันในเวลากลางวัน(ขณะถือศีลอด) ให้รู้จักควบคุมอารมณ์ไม่ให้โกรธ ให้รู้จักควบคุมคำพูดไม่ให้พูดไร้สาระ ไม่นินทาว่าร้ายคน ถ้าหากเราระงับการนินทาว่าร้ายไม่ได้ การอดอาหารนั้นก็แทบจะเป็นการหิวฟรี! ไม่ได้บุญอะไร
การถือศีลอดเป็นแบบทดสอบความศรัทธาอย่างหนึ่ง มนุษย์ที่ไม่มีศรัทธาเขาก็ไม่รู้ว่าจะอดไปเพื่ออะไร แต่สำหรับผู้ศรัทธาเขาก็จะมีความยำเกรงต่อพระเจ้าและไม่กล้าประพฤติผิดระเบียบวินัยที่พระเจ้าบัญญัติไว้ โดยมีการอดอาหารเป็นตัวควบคุมจิตใจและเตือนสติว่ากำลังถือศีลอยู่นะ.. อย่าทำผิดนะ..
พระผู้เป็นเจ้าได้บัญญัติให้มีข้อบังคับสำหรับมุสลิมคือ ให้ถือศีลอดตลอดเดือนรอมฎอนในทุกปีสำหรับผู้ที่มีความสามารถ ไม่ใช่เด็ก ไม่ใช่คนชรา ไม่ใช่คนป่วยหรือคนท้อง
ผมนับถือพุทธนะแต่ก็ไม่จำเป็นต้องเกลียดอิสลาม
เพราะเพื่อนผม อิสลามไปเรียนต่อมาเล
กลับมามันเล่าให้ฟังว่า พวก ครู เป่า หูตลอดเลย เรื่องภาคใต้ ให้เข้าร่วมๆ
แต่มานไม่เอา แล้วก็กลับมาเล่าให้ฟัง
ก็เหมือนคนไทยบาง กลุ่ม นั้นละ หวังแต่จะ ได้ 55+
เฮ้อ..... เดียวนี้ คนมันนะ เปลียนไปแล้ว