บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
นักรบชายขอบ
ตลอดชายแดน ไทย-พม่ากว่า ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย จนถึงจังหวัดระนอง ประเทศไทย มีเพื่อนบ้านเป็น ชนกลุ่มน้อย อาศัยอยู่ในรัฐชายขอบ ไม่น้อยกว่า ๑๐ ชาติพันธุ์ อาทิ ไทยใหญ่ ว้าแดง คะเรนนี กะเหรี่ยง และมอญ นับแต่พม่าได้รับเอกราช จากอังกฤษเมื่อปี ๒๔๙๑ ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ ก็เริ่มถูกกดดันจากรัฐบาลพม่า ที่มีนโยบายให้ ชนกลุ่มน้อยทั้งหมด อยู่ภายใต้การปกครองของตน เมื่อชนกลุ่มน้อย ซึ่งปกครองตนเองมายาวนาน ไม่เห็นด้วยกับ นโยบายดังกล่าว และลุกขึ้นต่อต้าน รัฐบาลพม่า จึงส่งกองกำลังเข้ายึดพื้นที่ และทำร้ายชาวบ้าน เป็นเหตุให้ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ ต้องจัดตั้งกองกำลังของตนขึ้น ต่อสู้กับ กองกำลังทหารพม่า มานับแต่นั้น
--------------------------------------------------------------------------------
นักรบกะเหรี่ยง เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มแรก ๆ และเป็นกองกำลังที่ เข้มแข็งที่สุด ในบรรดาชนกลุ่มน้อย ที่ต่อสู้กับรัฐบาลพม่า องค์กรของกะเหรี่ยง ที่ต่อสู้มาตั้งแต่แรกเริ่ม จนถึงทุกวันนี้ คือ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU ซึ่งมีนายพลโบเมียะ เป็นผู้นำสูงสุดยาวนานถึง ๒๖ ปี และเพิ่งเปลี่ยน ผู้นำคนใหม่เป็นนายซอ บาติน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
นักรบกะเหรี่ยง เริ่มสู้รบกับ ทหารพม่า มาตั้งแต่สมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยสองเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยง โกรธแค้นชาวพม่า อย่างฝังรากลึก คือเหตุการณ์ เมื่อครั้งทหารพม่า แอบซุ่มโจมตีหมู่บ้านกะเหรี่ยง บริเวณ สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี เป็นเหตุให้ชาวกะเหรี่ยง เสียชีวิตจำนวนมาก และไม่กี่ปีต่อมา ทหารพม่าก็สังหารหมู่ ชาวกะเหรี่ยงขณะทำพิธีในโบสถ์ คืนก่อนวันคริสต์มาสอีก ๒๐๐ คน ทั้งสองเหตุการณ์ ผลักดันให้ หนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยง จำนวนมาก สมัครเข้าเป็นทหาร จับปืนต่อสู้กับศัตรู เพื่อปกป้องพี่น้องของตน และจนถึงวันนี้ นักรบกะเหรี่ยง ก็ยังคงทำการสู้รบ อยู่ตลอดชายแดน ไทย-พม่า ตรงข้ามกับ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปจนถึงจังหวัดราชบุร
นักรบคะเรนนี หรือนักรบกะเหรี่ยงแดง เป็นกลุ่มนักรบที่ เริ่มต่อสู้กับรัฐบาลพม่า หลังจากพม่าได้รับเอกราช จากอังกฤษในปี ๒๔๙๑ นักรบคะเรนนี ทำการต่อสู้อยู่ใน รัฐคะเรนนี (ตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน) ภายใต้ชื่อ พรรรคก้าวหน้าแห่งชาติ คะเรนนี หรือ KNPP รัฐคะเรนนี มีทรัพยากรธรรมชาติ อยู่หนาแน่น โดยเฉพาะแร่ธาตุ และไม้สัก รัฐบาลพม่า จึงต้องการรัฐคะเรนนี ไว้ในครอบครอง แต่ถึงแม้พม่า จะส่งกองทัพเข้ามาตั้งฐานทัพ อยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ในรัฐคะเรนนี และทำการอพยพ ประชาชน เข้าไปอยู่ ในเขตควบคุมของ ทหารพม่า แต่รัฐบาลพม่า ก็ยังไม่สามารถครอบครอง แผ่นดินคะเรนนีได้ดังหวัง เพราะนักรบคะเรนนี ทำการสู้รบแบบกองโจร ดักซุ่มยิงตามจุดต่าง ๆ ที่มีทหารพม่า พร้อมทั้งกระจายกำลัง ลาดตระเวน ไปทั่วรัฐคะเรนนี ครั้งหนึ่ง รัฐบาลพม่าได้ยื่นข้อเสนอ เจรจาหยุดยิงกับ นักรบคะเรนนี แต่ข้อตกลงดังกล่าว ต้องมีอันสิ้นสุดลง ภายในเวลาสามเดือน เนื่องจากพม่าละเมิดสัญญา ปัจจุบันการสู้รบ ในรัฐคะเรนนี จึงยังคงดำเนินต่อไป
นักรบมอญ ภายใต้การนำของ พรรคมอญใหม่ หรือ NMSP เป็นกลุ่มนักรบ ที่เริ่มต่อสู้ ด้วยอาวุธพร้อมกับ ๆ นักรบคะเรนนี จนกระทั่งเมื่อปี ๒๕๓๘ สเว จิน บุรุษเหล็ก แห่งพรรคมอญใหม่ จึงได้ตัดสินใจ ยุติการต่อสู้ด้วยกำลัง หันมาใช้การเจรจา แบบสันติวิธีแทน นับจากนั้นจนถึงปัจจุบัน (หรือตราบเท่าที่ ยังไม่มีใครละเมิดสัญญา) เสียงปืนในพื้นที่มอญ จำนวน ๑๒ หมู่บ้าน ตรงข้าม ด่านเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรี จึงยุติลงชั่วคราว ส่วนพื้นที่นอกเขตดังกล่าว ยังมีการสู้รบอยู่เป็นระยะ เนื่องจาก นักรบมอญบางส่วน ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาหยุดยิง จึงแยกตัวออกไป ตั้งกองกำลังเป็นของตัวเอง ทำการรบอยู่ในป่า แถบเทือกเขาตะนาวศรี ตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า
สำหรับนักรบไทยใหญ่นั้น เพิ่งเริ่มจัดตั้ง กองกำลังของตนขึ้น ภายหลังครบกำหนด สนธิสัญญาปางโหลง เมื่อปี ๒๕๐๑ เนื่องจาก สนธิสัญญาดังกล่าว ระบุให้รัฐฉาน แยกการปกครอง เป็นรัฐอิสระได้ หลังจากอยู่ร่วมกับ รัฐบาลพม่าเป็นเวลา ๑๐ ปีนับจากได้รับ เอกราชจากอังกฤษ ชาวไทยใหญ่ รอจนครบกำหนดเวลา ตามสนธิสัญญา แต่เมื่อพบว่า รัฐบาลพม่า เพิกเฉยต่อข้อตกลง ทั้งยังส่งกองกำลัง เข้ายึดแผ่นดินไทยใหญ่ ในปี ๒๕๐๑ ชาวไทยใหญ่จึงลุกขึ้นต่อสู้ แต่เนื่องจาก ตลอดระยะกว่า ๔๐ ปีที่ผ่านมา องค์กรของไทยใหญ่ ขาดเอกภาพในการสู้รบ ไม่มีองค์กรใด อยู่ได้ยาวนาน และเป็นตัวแทน ชาวไทยใหญ่ อย่างแท้จริง การต่อสู้ของชาวไทยใหญ่ จึงไม่มีประสิทธิภาพมากนัก แม้ช่วงเวลาหนึ่ง ทั่วโลกจะรับรู้ว่า กองทัพเมืองไต ภายใต้การนำ ของขุนส่า เป็นกองกำลังติดอาวุธ ที่ทันสมัยที่สุด แต่ถึงที่สุด กองทัพเมืองไต ก็ได้ล่มสลายลง เมื่อขุนส่า ราชาเฮโรอีน หันไปมอบตัว และมอบอาวุธทั้งหมด ให้แก่รัฐบาลพม่า ปัจจุบัน กองกำลังไทยใหญ่ ที่ยังต่อสู้กับรัฐบาลพม่า เหลือเพียงหนึ่งองค์กร คือ SSA South ภายใต้การนำของเจ้ายอดศึก มีพื้นที่ปฏิบัติการ อยู่ตอนกลางรัฐฉาน ตรงข้ามกับอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
นักรบกลุ่มสุดท้าย ที่ขึ้นชื่อว่าดุร้าย กล้าหาญ และมีกองกำลัง ติดอาวุธทันสมัย และเกี่ยวข้องกับ ยาเสพย์ติดมากที่สุด ในขณะนี้คือ นักรบว้าแดง ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ นักรบว้าแดง เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า และก่อนที่พรรคคอมมิวนิสต์ จะล่มสลายไม่นาน นักรบว้าแดง ก็ได้จัดตั้งกองกำลัง เป็นของตนเองภายใต้ชื่อ สหพันธรัฐว้า หรือ UWSP เพื่อทำการ ต่อสู้เรียกร้องเอกราช เหมือนชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เมื่อรัฐบาลพม่ารู้ว่า นักรบว้าแดง แยกออกมาตั้งกองกำลัง เป็นของตัวเอง เพื่อต่อสู้กับตน รัฐบาลพม่าจึงรีบเจรจาหยุดยิง โดยยื่นข้อเสนอ เอาใจนักรบว้ามากมาย แลกเปลี่ยนกับข้อตกลงที่ว่า กองกำลังว้าแดง จำนวน ๓ หมื่นคน จะต้องไม่ทำการต่อสู้ กับกองทัพพม่า แต่ให้หันไปจัดการกับ กองกำลังชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ที่เป็นศัตรูกับ รัฐบาลพม่าแทน
แม้ว่าปัจจุบัน กองกำลังชนกลุ่มน้อย บางกลุ่ม ยุติการต่อสู้ด้วยกำลัง โดยหันมาใช้วิธีเจรจาหยุดยิง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เสียงปืนแห่งการสู้รบ ตลอดแนวชายแทนไทย - พม่า จะสงบลงตลอดไป ตราบใดที่ชนกลุ่มน้อย ยังไม่อาจไว้วางใจ รัฐบาลทหารพม่า (สลอร์ก) และพม่ายังไม่มีการแก้ไขปัญหา ทางการเมือง ตราบนั้นเสียงแห่งการสู้รบ ก็จะยังดำรงอยู่ต่อไป
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นักรบไทยใหญ่ SSA:Shan State Army
อดีตเจ้าไทยใหญ่ท่านหนึ่ง วิเคราะห์การต่อสู้เพื่อเอกราช ของคนไทยใหญ่ตลอดเวลากว่า ๕๐ ปีว่า
"สาเหตุที่คนไทยใหญ่ ยังไม่สามารถกู้ชาติได้ เพราะขาดความเป็นเอกภาพ ตั้งแต่ต่อสู้กันมา คนไทยใหญ่ ไม่เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต่างคนต่างลุกขึ้นมาต่อสู้ แตกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย รวมตัวกันลำบาก�
และนี่คงเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ภาพการต่อสู้ของชาวไทยใหญ่ ไม่ชัดเจนในสายตาคนภายนอก ผิดกับกะเหรี่ยง หรือมอญ ซึ่งมีองค์กรทางการเมือง ที่โดดเด่นในการสู้รบ แม้ว่าช่วงเวลาหนึ่ง ทั่วโลกจะเคยได้ยินชื่อ ขุนส่า และกองทัพเมืองไต หรือ MTA (Mong Tai Army) ในฐานะองค์กรทางการเมือง ชาวไทยใหญ่ที่มีกองกำลังติดอาวุธ ทันสมัยที่สุด และเป็นศัตรูอันดับต้น ๆ ของกองทัพพม่า แต่ชื่อเสียงดังกล่าว ก็โด่งดังเพียงชั่วเวลาไม่นาน เพราะขุนส่าหันไปจับมือ กับรัฐบาลพม่าในภายหลัง ขุนส่าจึงเป็นได้แค่ "ราชาเฮโรอีน" มิใช่นักรบกู้ชาติชาวไทยใหญ่ อย่างที่เคยประกาศเจตนารมณ์ไว้ หลังจากกองทัพเมืองไตล่มสลาย เรื่องราวของนักรบไทยใหญ่ ก็เงียบหายไปจากความรับรู้ ของคนภายนอกอีกครั้ง แม้ว่าวันนี้ แผ่นดินรัฐฉาน ยังคงมีนักรบไทยใหญ่ ต่อสู้อย่างเข้มแข็งอยู่ในราวป่าก็ตาม
บนแผ่นดินรัฐฉาน การต่อสู้ของนักรบไทยใหญ่ ดำเนินมายาวนานเกือบ ๕๐ ปี และยังดำเนินต่อไปอีกยาวนาน จนกว่าชาวไทยใหญ่จะได้รับอิสรภาพ
ประวัติศาสตร์การสู้รบของชาวไทยใหญ่ เปิดฉากในปีแรก ตั้งแต่รัฐฉาน ครบกำหนดแยกตัวเป็นรัฐอิสระ ตามสนธิสัญญาปางหลวงปี ๒๕๐๑ หลังจากรัฐบาลพม่าไม่ทำตามข้อตกลง แถมส่งกองทัพพม่า เข้ามายึดครองแผ่นดินรัฐฉาน ชาวไทยใหญ่ จึงจับอาวุธลุกขึ้นต่อต้าน กลุ่มแรกสุด คือ หนุ่มศึกหาญ (Noom Suk Harn) ภายใต้การนำของเจ้าหยั่นต๊ะ เริ่มทำการสู้รบอยู่แถว ๆ ชายแดนไทย-พม่า ในปีต่อมา โบ หม่อง นายตำรวจชาวว้า และเจ้า ส่าน ทูน เจ้าฟ้าไทยใหญ่ ได้นำกำลังพล เข้าร่วมกับกลุ่มหนุ่มศึกหาญ ช่วยกันรบจนสามารถเอาชนะกองทัพพม่าที่เมืองตั้งยาน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ของรัฐฉาน การรบครั้งนี้สร้างขวัญ และกำลังใจให้แก่ชาวไทยใหญ่มากขึ้น แต่น่าเสียดายที่หลังจากร่วมกันรบเพียงหนึ่งปี บรรดาแกนนำ เริ่มมีความคิดไม่ลงรอยกัน จึงแยกออกไปตั้งกลุ่มใหม่อีกหลายกลุ่ม ต่างคนต่างต่อสู้ตามแนวทางของตน
จนกระทั่งปี ๒๕๐๗ มหาเทวีเฮือนคำ แห่งแคว้นยองห้วย วีรสตรีเหล็กของชาวไทยใหญ่เห็นว่าองค์กรไทยใหญ่ กำลังขาดเอกภาพในการสู้รบ จึงพยายามรวบรวมองค์กร ที่กระจายอยู่ทั่วรัฐฉาน ให้กลับมาต่อสู้ร่วมกันในนาม SSA (Shan State Army) โดยมีขุน จ่า นุ และเจ้าช้าง ณ ยองห้วย เป็นผู้นำ
แต่การรวมตัวของชาวไทยใหญ่ ก็มีเอกภาพอยู่ได้ไม่นาน เมื่อกองกำลัง SSA ประสบปัญหาขาดแคลนอาวุธ และงบประมาณ แกนนำจึงเริ่มมีความคิดแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์พม่า หรือ CPB (Communist Patry of Burma) ซึ่งตั้งกองกำลัง อยู่ในรัฐฉานติดชายแดนจีน อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการเข้าร่วม เพราะไม่อยากเสียอุดมการณ์
อดีตเจ้าไทยใหญ่เล่าถึงสถานการณ์ในขณะนั้นว่า
"ตอนนั้นพรรคคอมมิวนิสต์พม่า เข้ามาชวนไทยใหญ่ให้ร่วมรบกับพวกเขา ผู้นำไทยใหญ่บางคนก็คิดว่า แต่ละปีเรามีเงินซื้ออาวุธ จากเมืองไทยปีละไม่เกินพันกระบอก ถ้าเรารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์ เราจะได้อาวุธจากจีนฟรี ๆ ปีละนับหมื่นกระบอกก็ได้ แล้วเราจะกู้ชาติได้เร็วกว่านี้ ได้อาวุธครบเมื่อไร ค่อยแยกตัวออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ แต่บางคนคิดว่า ถ้าไปรวมกับเขา เราต้องเสียอุดมการณ์กู้เอกราชของเรา ก็เลยไม่ยอมเข้าร่วม�
หลังจากนั้นกองกำลัง SSA ก็แตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB) มีผู้นำสองคน คือ สาย จ่าม เมิ้ง และ เสือ แท่น ปฏิบัติการอยู่แถวรัฐฉานตอนบน ติดชายแดนจีน อีกส่วนหนึ่งคือ SSA ที่ยังยึดมั่นอุดมการณ์เดิม แต่เปลี่ยนผู้นำใหม่เป็น สาย ป่าน ปฏิบัติการแถวรัฐฉานตอนล่าง
ทว่าพรรคคอมมิวนิสต์ ดูจะรู้ทันความคิดของชาวไทยใหญ่ เรื่องการสะสมอาวุธ ชาวไทยใหญ่ จึงได้อาวุธไว้ในครอบครองเพียงหยิบมือเดียว ตลอดเวลาหลายปี ที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ เมื่อเห็นว่า การณ์มิได้เป็นไปตามที่คาดหวัง สาย จ่าม เมิ้ง จึงตัดสินใจนำกำลังพล ๗๐๐ คน แยกตัวออกจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่า มุ่งหน้าสู่ภาคใต้ของรัฐฉาน เพื่อรวมกับกองกำลัง SSA อีกครั้ง แต่ระหว่างการเดินทาง เขาถูกลอบสังหารเสียชีวิต นายทหารจำนวนมากขวัญเสีย และปฏิเสธที่จะสู้รบต่อไป นักรบไทยใหญ่จึงขาดกำลังพล และไร้เอกภาพมากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์พม่าล่มสลาย เสือ แท่น จึงพากำลังพลชาวไทยใหญ่ ที่เหลืออยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์พม่า กลับมารวมกับกองกำลัง SSA อีกครั้ง โดยในเวลานั้น กองกำลัง SSA นำโดยเจ้า ไซ้ เล็ก ผู้นำชาวไทยใหญ่ ที่ได้ชื่อว่ามีอุดมการณ์มุ่งมั่น ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ จากพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่เคยแปดเปื้อน กับการค้ายาเสพย์ติด และพยายามรวบรวมองค์กรไทยใหญ่ ให้เป็นหนึ่งเดียวตลอดเวลาที่เป็นผู้นำ SSA
ขณะที่ SSA กำลังกลับมามีเอกภาพอีกครั้ง นายพลโม เฮง หรือ กอนเจิง นายทหารระดับผู้นำของ SSA กลับแยกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่ โดยใช้ชื่อว่า SURA (Shan United Revolutionary Army) แต่ภายหลังเข้าร่วมกับกลุ่ม SUA (Shan United Arym) ของขุนส่า ใช้ชื่อองค์กรใหม่ว่า กองทัพเมืองไต หรือ MTA มีขุนส่าเป็นผู้นำสูงสุด นับตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา ชื่อเสียงของกองทัพเมืองไต ก็เป็นที่รู้จักทั้งโลก ในฐานะกองกำลังติดอาวุธชาวไทยใหญ่ ที่ทันสมัยที่สุด เพราะมีรายได้ จากธุรกิจยาเสพย์ติด มาซื้ออาวุธปีละหลายพันล้าน เฉพาะแค่จำนวนภาษีค่าผ่านทาง ที่เก็บได้ในแต่ละปีก็ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่นับธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด อีกไม่รู้กี่พันล้าน กองทัพเมืองไต จึงกลายเป็นความหวังสำคัญ ของชาวไทยใหญ่
ขุนส่าเคยอ้างถึงเหตุผลที่ค้าผงขาวว่า
"คุณต้องไม่ลืมว่า พวกเราชาวฉานกำลังทำสงครามกู้ชาติ เราต้องการหลุดพ้นจากกองทัพพม่า ที่กดขี่เรามาตั้งแต่ ที่พม่าได้รับเอกราชเมื่อปี ๒๔๙๐ ผงขาวเป็นหนทางหากินอย่างเดียวของพวกเรา และเป็นธุรกิจอย่างเดียว ที่สามารถหาเงินมาสนับสนุนการต่อสู้ของเราได้�
ฐานที่มั่น และเขตอิทธิพลของ MTA อยู่บริเวณรัฐฉานตอนใต้ ขุนส่าเคยประกาศเขตตนเองว่าเป็น "รัฐอิสระ" มีเมืองหลวงชื่อโฮมอง ตั้งอยู่กลางป่า ห่างจากพรมแดนไทย ในระยะเดินเท้าประมาณ ๑๐ ชั่วโมง บริเวณนี้เรียกกันว่า "สามเหลี่ยมทองคำ �-- ดินแดนเชื่อมต่อระหว่างไทย ลาว และพม่า แหล่งผลิตเฮโรอีนใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวกันว่าร้อยละ ๖๐ ของเฮโรอีน ที่คร่าชีวิตผู้เสพทั่วโลก มาจากบริเวณนี้
โฮมองเป็นเมืองทหาร ในยามปรกติ ทุก ๆ เช้าทหาร MTA นับพันจะฝึกการสู้รบ เป็นเวลาสามชั่วโมง ในยามสงคราม เมื่อทหารพม่าบุกโจมตี ทหารเกือบทั้งหมด จะถูกส่งไปรับมืออยู่แนวหน้า บนลานดิน ในค่ายจะเหลือเพียง "เยาวชนผู้กล้า" วัยไม่เกิน ๑๕ ปี หรือที่ใคร ๆ รู้จักดีในนาม "ทหารเด็กแดนขุนส่า" ฝึกหลักสูตร "ค่ายเสือ" อยู่
เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่ มาจากหมู่บ้าน ซึ่งถูกทหารพม่าบุกเข้าปล้น และฆ่าผู้คนในหมู่บ้าน เด็กหลายคน กลายเป็นเด็กกำพร้า หลายคนตาย เพราะความอดอยาก พ่อแม่ที่มีลูกชาย จึงส่งลูกของตนมาที่นี่ สายใอ เด็กชายวัย ๙ ขวบ ใช้เวลาหนึ่งวันเดิน จากหมู่บ้านพาโอมายังโฮมอง
"บ้านผมจนมาก บางวันทั้งบ้านได้กินแต่ข้าวชามเดียวเท่านั้น วันหนึ่งพ่อจึงส่งผมมาที่นี่ เพื่อให้ผมเป็นทหาร อยู่ที่นี่สบายกว่าอยู่บ้าน มีข้าวกิน มีหนังสือให้เรียน และมีเพื่อนเล่นเยอะแยะ"
ที่โฮมองมีเด็ก ๆ วัยใกล้เคียงกับสายใอร่วม ๑,๐๐๐ คน (ตัวเลขในปี ๒๕๓๘) นอกเหนือจากกินอิ่มนอนหลับ สิ่งที่เด็กน้อยทุกคนปรารถนาลึก ๆ ในใจคือ การกู้ชาติไทยใหญ่ จากเงื้อมมือของทหารพม่า หมิ่นออ เด็กชายวัย ๘ ขวบ เล่าประสบการณ์ และความปรารถนาของตนว่า
"ผมเห็นคนล้มลงตายต่อหน้าต่อตา ผมเอาแต่ร้องไห้ และกลัวจนตัวสั่น แต่ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้ว เพราะกำลังจะได้เป็นทหาร ต่อไปผมจะออกไปสู้กับพวกพม่า ทหารพม่าเป็นคนเลว พวกมันมาที่หมู่บ้าน มาฆ่าชาวบ้าน และล้มสัตว์เลี้ยงของเรา"
น่าเสียดายที่ความฝันของ "เยาวชนผู้กล้า" ต้องวูบดับลงในเดือนมกราคม ๒๕๓๙ เมื่อขุนส่าผู้เคยประกาศตัวว่า จะสู้รบเพื่อชาวไทยใหญ่ กลับมอบตัว และมอบอาวุธทั้งหมดให้รัฐบาลพม่า
คืนไส ผู้อำนวยการสำนักข่าวสารไต กล่าวถึงรอยร้าวภายในกองทัพเมืองไต ก่อนล่มสลายว่า
"คนไทยใหญ่หลายคนเชื่อว่า ขุนส่าจะช่วยกู้เอกราชได้ เลยยกให้ขุนส่าเป็นใหญ่ แต่ขุนส่ากลับปกครอง ในแบบเอกาธิปไตย คนจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ ขึ้นอยู่กับว่า ขุนส่าชอบหน้าหรือไม่ นายทหารระดับผู้ใหญ่ส่วนมาก มักเป็นคนเชื้อสายจีน ส่วนนายทหารไทยใหญ่ ที่มีความสามารถ ขุนส่ามักฆ่าทิ้ง ก่อนขุนส่าวางอาวุธ ขุนส่าฆ่าทหารไทยใหญ่ระดับผู้นำ เกือบ ๓๐ คน นายทหารไทยใหญ่ จึงเริ่มก่อกบฏ แล้วเขื่อนก็พังทลาย ขุนส่ากำลังพลลดลง และหันไปมอบอาวุธให้พม่า ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนเคยประกาศว่า ถ้าวางอาวุธจะมอบให้คนไทยใหญ่�
หลังจากขุนส่าวางอาวุธ ทหารไทยใหญ่ ก็แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง หลายคนตั้งกองกำลังสู้รบ เป็นของตนเอง หลายคนวางมือไม่สู้รบอีกต่อไป
วิชัย อดีตนายทหารกองทัพเมืองไต เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นว่า
"พอพวกเราได้ข่าวว่าขุนส่า กำลังจะมอบตัวกับทหารพม่า หลายคนก็แอบหนีออกจากค่ายทหาร ถ้าถูกจับได้ก็โดนฆ่า ทหารไทยใหญ่ที่อยู่กับขุนส่า ถ้าเลิกเป็นทหาร จะถูกฆ่าทุกคน ตอนขุนส่าประกาศวางอาวุธ พวกทหารเด็กทหารผู้ใหญ่ วิ่งหนีกระจัดกระจาย บางคนก็ไปเข้าร่วมกับทหารไทยใหญ่ ที่แยกตัวออกไป ส่วนผมไม่ได้เป็นทหารต่อ เพราะไม่อยากให้แม่เป็นห่วง เลยเดินทางมาหางานทำที่เมืองไทย�
ช่วงเวลาเดียวกันกับที่กองทัพเมืองไตล่มสลาย ทางกลุ่ม SSA ซึ่งต่อสู้เพื่อชาวไทยใหญ่มายาวนาน และไม่เคยแปดเปื้อน กับยาเสพย์ติดเหมือนขุนส่า ก็ต้องเผชิญความสูญเสียครั้งใหญ่เช่นกัน เมื่อเจ้า ไซ้ เล็ก ผู้นำคนสำคัญเสียชีวิตลง กองกำลัง SSA แตกกระจายเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ไม่มีผู้นำองค์กร ที่เป็นเสาหลักเหมือนเก่า ต่างคนต่างสู้รบอยู่ในป่า ควบคุมพื้นที่ตามจำนวนกำลังพลที่มีอยู่ แผ่นดินรัฐฉาน จึงตกอยู่ในมือของคนหลายกลุ่ม เฉพาะกลุ่มที่แยกตัวจากกองทัพเมืองไต ก็ไม่กว่าสี่กลุ่ม อาทิ กลุ่มพันตรีกั๊นยอด กลุ่มพันตรีเคมิน กลุ่มพันตรีพุมมา และกลุ่มพันตรีโงะ หาญ เป็นต้น ยังไม่นับกลุ่มที่แยกตัวจาก SSA อีกนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๓๙ เป็นต้นมา จึงยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ว่า องค์กรใดเป็นตัวแทนกู้ชาติชาวไทยใหญ่ ที่แท้จริง
หลังจากกองทัพเมืองไต แตกเป็นเสี่ยง ๆ และขุนส่าเข้าไปอยู่ในกรุงย่างกุ้ง กองทัพพม่าก็ส่งกองกำลัง เข้าควบคุมพื้นที่โฮมอง ซึ่งเคยเป็นเขตอิทธิพลของขุนส่า พร้อมกับส่งกองกำลังบุกยึด และโจมตีหมู่บ้าน ในรัฐฉานอย่างหนัก จนในที่สุดกองกำลัง ที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ก็เริ่มอ่อนกำลังลง และยอมเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า ทีละกลุ่ม โดยสลอร์กยอมให้กองกำลังไทยใหญ่ มีผลประโยชน์ จากธุรกิจในพื้นที่เล็ก ๆ น้อย ๆ และชาวบ้าน ทำมาหากินได้ตามปรกติ (แต่ต้องเสียภาษีให้สลอร์ก)
ปัจจุบันกองกำลังไทยใหญ่ที่ยังทำการสู้รบ เหลือเพียงกลุ่มเดียว คือ กลุ่ม SSA South (Shan States Army's Southern Commander) นำโดยเจ้ายอดศึก ปฏิบัติการอยู่แถวตอนกลาง และตอนใต้ของรัฐฉาน ตั้งแต่เมืองเมิงสู้ กุ๋นฮิง จนถึงเมิงปั่น รวม ๑๑ เมือง
สลอร์กใช้วิธีจัดการกับกองกำลังไทยใหญ่กลุ่มสุดท้าย แบบ "ถอนรากถอนโคน" ด้วยการย้ายชาวบ้านทั้ง ๑๑ เมือง มากกว่า ๑,๔๐๐ หมู่บ้าน เข้าไปอยู่เมืองอื่น ที่มีกองกำลังพม่าควบคุม ด้วยต้องการตัดเสบียง ที่ชาวบ้านส่งไปสนับสนุนกองกำลัง SSA ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่า โดยประกาศให้พื้นที่ทั้งหมด เป็นเขตยิงอิสระหรือ free-fire zones หากพบใครในเขตนี้ ยิงได้ทันที !
ทหารพม่าให้เวลาชาวบ้านย้ายข้าวของ ไม่เกินเจ็ดวัน หลังจากนั้นถ้าพบใครอยู่ในหมู่บ้าน จะยิงทิ้งทันที ชาวบ้านส่วนใหญ่ ต้องจากบ้านเดิมของตัวเอง ในช่วงก่อนฤดูเก็บเกี่ยว เสบียงอาหารจากปีที่แล้ว เหลือไม่มากพอให้ประทังชีวิต เมื่อย้ายไปอยู่ในค่ายอพยพ ที่ไม่มีเสบียงอาหาร จากองค์กรพัฒนาเอกชนใด ๆ ส่งไปช่วยเหลือ ชาวบ้านบางส่วน จึงขออนุญาตทหารพม่า กลับไปเก็บเกี่ยวผลผลิตของตนที่บ้านเดิม โดยต้องเสียค่าใบอนุญาตกลับบ้าน ให้ทหารพม่าตามระเบียบ (ของรัฐบาลพม่า) แต่ผลปรากฏว่า ชาวบ้านสองกลุ่มจำนวน ๕๖ คนจากเมืองกุ๋นฮิง ถูกทหารพม่าอีกกลุ่มหนึ่งสังหารหมู่ อย่างโหดเหี้ยม และทารุณ หญิงแม่ลูกอ่อนที่รอดชีวิตมาได้เล่าว่า
"ระหว่างเดินทางกลับ พวกเราถูกทหารพม่า อีกกลุ่มหนึ่งหยุดขบวนไว้ ทหารพม่าให้ชาวบ้านทั้งหมดยืนเรียงกัน แล้วยิงใส่ทีละคน สามีของฉันก็รวมอยู่ในนั้นด้วย โชคดีที่ฉันมีลูกอ่อน พอทหารยิงปืนนัดหนึ่งแล้วไม่ดัง เขาก็ใจอ่อน บอกให้ฉันวิ่งหนีไป แต่ผู้หญิงแม่ลูกอ่อนอีกคนหนึ่งโชคร้าย แม้ว่าเธอจะพยายาม บีบน้ำนมของตัวเอง เพื่อแสดงให้ทหารเหล่านั้น รู้ว่าเธอมีลูกน้อย แต่พวกทหารพม่าก็ไม่สน กลับขู่ว่าจะฆ่าลูกของเธอด้วย"
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทหารพม่าลำเลียงศพชาวบ้าน ที่ตัดหัวแล้วจำนวน ๒๖ ศพมาเรียงไว้ตามถนนสายเก็งลม - กุ๋นฮิง เพื่อ "เตือน" ไม่ให้ชาวบ้าน ออกจากบริเวณที่จัดไว้ให้ และหลังจากนั้นไม่กี่วัน ศพไร้หัวอีก ๑๒ ศพก็ถูกนำมาเรียงบนถนนอีกสายหนึ่ง ในเมืองเดียวกัน ความโหดร้ายเหล่านี้ ยังไม่นับกรณีเด็กหญิงวัย ๑๒ ขวบ ซึ่งถูกยิงทิ้ง ขณะเธอกำลังนำหญ้าไปเลี้ยงวัว หญิงสาวถูกฆ่าด้วยระเบิด ขณะกำลังหาหน่อไม้ตามท้องนา ชาวบ้านที่กำลังหารวงผึ้งในป่า ถูกยิง ในปี ๒๕๔๐ มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด ๖๖๕ คน (เฉพาะตัวเลขที่ยืนยันได้จากการพบศพ)
นอกจากถูกสังหารด้วยอาวุธสงคราม ชาวบ้านยังล้มตาย เพราะความอดอยาก ด้วยถูกควบคุมอยู่ในค่ายอพยพ ที่ไม่มีเสบียงอาหารเพียงพอ และไม่มีสิทธิ จะออกไปหาอาหารด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่อาจประเมินตัวเลขที่แท้จริง ของผู้เสียชีวิตชาวไทยใหญ่ ทั้ง ๑๑ หมู่บ้านได้
แม้พม่าจะใช้นโยบายอพยพชาวบ้าน ออกจากพื้นที่การสู้รบทั้งหมด กองกำลังเจ้ายอดศึก ก็ยังคงสู้รบอย่างเข้มแข็งเหมือนเช่นเดิม และยังไม่มีทีท่า จะยอมเจรจาหยุดยิงแต่อย่างใด เพราะถึงแม้ว่า การสู้รบจะทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเดือดร้อน แต่การยอมเจรจาหยุดยิง ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวบ้านจะมีชีวิตที่ดีไปกว่าเดิม
องค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งทำงานช่วยเหลือชาวไทยใหญ่ ที่อพยพมาจากรัฐฉาน กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่หยุดยิงว่า
"ชาวบ้านเล่าว่า ตอนนี้สถานการณ์ในหมู่บ้าน เลวร้ายกว่าตอนก่อนหยุดยิงเสียอีก เพราะทหารพม่า เข้านอกออกในหมู่บ้านตามสบาย อยากได้ของชาวบ้าน ก็หยิบไปเฉย ๆ ชาวบ้านถูกเก็บภาษีอย่างหนัก ตำราเรียนของชาวไทยใหญ่ ต้องผ่านการตรวจสอบจากทหารพม่า ถ้าเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง จะถูกตัดออก ข้อดีของการหยุดยิง มีอย่างเดียวคือ ชาวบ้านไม่ต้องย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่ควบคุม ของทหารพม่า ไม่ต้องอดตาย หรือถูกทหารพม่าฆ่าโหด เหมือนในพื้นที่ที่ยังมีการสู้รบเท่านั้นเอง
"สิ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือ ทุกวันนี้ ผู้นำไทยใหญ่ ที่หยุดยิงไปแล้ว มีธุรกิจในพื้นที่ หลายคนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงยากที่จะกลับไปสู้รบอีกครั้ง เพราะเขาอยู่สบายแล้ว การหยุดยิงจึงไม่ได้แก้ไขปัญหาทางการเมืองเลย"
ทหาร SAA เฝ้าตรวจการณ์บริเวณฐานปฎิบัติ ในช่วงหน้าแล้งที่เป็นช่วงที่ทหารพม่าจะยกกำลังมาปราบปรามทุกๆปี
ลักษณะฐานที่ตั้งของ SSA จะถูกแบ่งเป็นฐานปฎิบัติการย่อยตามเนินเขาต่างๆจัดกำลังจุดละ 4-11 คนเฝ้าระวัง ทุกฐานเชื่อมกันด้วยทางเดินสันเขาที่วางกับระเบิดไว้ จำนวนฐานย่อยเหล่านี้เป็นอีกผลหนึ่งที่ทำให้ทหารพม่าไม่สามารถเข้าตีฐานหลักของ SAA ได้โดยง่าย ด้วยภูมิประเทศที่เป็นปราการธรรมชาติที่เข้มแข็งส่งผลให้เกิดความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ต่อSAA อย่างมาก อย่างตัวอย่างในปี 2547 กองกำลังทหารพม่าส่งกองพันทหารจำนวน2กองพันจากมลฑลทหารบกส่วนเหนือเข้าโจมตีหมายตีหักกองกำลัง SSA ให้ราบคาบ แต่ก็ถูกทหารSSA ยิงด้วย ปรส.และ เครื่องยิงจรวด RPG จากยอดเขา ทำลายยานหุ้มเกราะของทหารพม่าได้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งการระดมปืน ค. ลงสู่บริเวณร่องเขาที่ทหารราบพม่าพยายามจะไต่ขึ้นมา จนสูญเสียไปเป็นจำนวนมาก แม้จะพยายามดำเนินยุทธการอยู่ร่วม 2 เดือน ก็ไม่เป็นผล จนต้องยอมล่าถอยไปในที่สุด
อาวุธจำนวนหนึ่งที่SSA ยึดได้จากปะทะกับทหารพม่าและว้าในคราวหนึ่ง จุดปะทะของSSA และทหารรัฐบาลพม่า สามารถมองเห็นและตรวจการณืได้ชัดเจนจากฝั่งไทย จึงมีบ่อยครั้งที่มีกระสุนปืน ค.พลัดหลงเข้ามายังฐานปฎิบัติการของฝั่งไทยอยู่เสมอในส่วนตัวเองเคยมีอยู่ 2 ครั้งที่ประสบเหตุเอง ลูกแรกตกลงบริเวณโรงครัวของฐานทำให้พลทหารสูติกรรมได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนอีกลุกตกลงบริเวณลานรวมพลของฐาน โชคดีที่กระสุนด้านจึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
จ้ายอดศึกผู้นำกองกำลัง SAA ในวัยหนุ่ม ผู้เปรียบเป็นศูนย์รวมใจ ของกองกำลัง SAA
เจ้ายอดศึกการการแถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวต่างชาติคราหนึ่ง
ทหารหญิง SAA ในงานวันชาติ อีกภาพที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในดินแดนแห่งนี้
1
2