เรื่องแนะนำ
Powered by
|
ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
นักรบมอญ
นักรบมอญ มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ มายาวนานไม่แพ้ชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ แม้ว่ามอญ จะเจรจาหยุดยิงไปตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ แต่ก็ไม่ได้ความว่า นักรบมอญยอมแพ้ หากพวกเขาเลือกต่อสู้ ในวิถีทางที่เปลี่ยนไป -- จากเสียงปืนสู่การเจรจา เพราะเวลากว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า เสียงปืนยังไม่ใช่ทางออก ของเสรีภาพในการปกครองตนเอง
กองทัพกู้ชาติมอญ เริ่มต้นต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพ และแผ่นดินเกิด มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๔๙๐ ภายใต้ชื่อ พรรคสหแนวร่วมมอญ หรือ Mon United Front (MUF) นำโดยนายสเว จิน ๑๐ ปีต่อมา พรรคสหแนวร่วมมอญ พยายามรวมตัว กับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และพรรคคอมมิวนิสต์พม่า เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลพม่า แต่พม่าไหวตัวทัน จึงหาทางเจรจากับมอญอย่างลับ ๆ เพื่อไม่ให้ทั้งสามกลุ่มรวมตัวกันติด โดยรัฐบาลพม่า ยินยอมให้มีการจัดตั้งรัฐมอญ หากมอญยอมมอบอาวุธ ทหารมอญบางส่วน ยอมตกลงกับข้อเสนอครั้งนี้ แต่นายเสว จิน ไม่ยอม จึงแยกตัวออกมาตั้งกลุ่มใหม่ ในชื่อ พรรคมอญใหม่ หรือ New Mon State Party (NMSP) นับจากนั้นเป็นต้นมา พรรคมอญใหม่ ภายใต้การนำของบุรุษเหล็กชื่อ เสว จิน ก็กลายเป็นตัวแทน ทางการเมืองของมอญ ที่ต่อสู้กับรัฐบาลพม่ามายาวนานที่สุด
เขตพื้นที่ที่กองกำลังพรรคมอญใหม่เคลื่อนไหว อยู่แถวตะวันออกเฉียงใต้ของพม่า ตรงข้ามกับจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เรื่อยไปจรดประจวบคีรีขันธ์ จุดศูนย์กลางสำคัญ ที่เคยเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างคนมอญ ไทย และพม่าอยู่ที่ด่านเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี แผ่นดินบริเวณนี้ "เคยมี และเป็น" พื้นที่บันทึกความทรงจำ ของคนมอญมานานหลายสิบปี ที่นี่เคยมีหมู่บ้านมอญขนาดใหญ่ เคยเป็นสถานที่ฉลองวันชาติมอญ และเคยเป็นตลาดชายแดน ที่มีการค้าขายอย่างคึกคัก มานานหลายทศวรรษ
หากเมื่อ ๑๐ ปีก่อน นายทุนชาวไทย จะไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป วันนี้ด่านเจดีย์สามองค์ คงยังทำหน้าที่บันทึกความทรงจำดี ๆ ของคนมอญเหมือนเดิม
กลางเดือนมกราคม ปี ๒๕๓๓ กองทัพพม่าจำนวนสามกองพัน เปิดฉากถล่มกองทัพมอญ ด้วยอาวุธปืนครก ทหารมอญที่มีกำลังเพียง ๘๐๐ นาย สามารถตรึงกำลังของข้าศึกได้ ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน การรบเป็นไปอย่างดุเดือด ตลอดเวลาสามวันสามคืน แต่แล้วในคืนสุดท้าย ก่อนที่ฐานที่มั่นของทหารมอญจะแตก ทหารพม่าในชุดพลเรือนจำนวนนับร้อย ได้แอบซ่อนตัว อยู่ในรถบรรทุกสิบล้อสามคัน ของนายทุนค้าไม้คนไทย แอบข้ามแดนทางอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เข้ามาฝั่งไทยแล้วขับรถมาลงที่บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ เปลี่ยนเป็นชุดพม่า ยกกำลังตีตลบหลังทหารมอญ ที่รบอยู่กับทหารพม่า หมู่บ้านมอญจึงแตกพ่ายไปในที่สุด
ชัยชนะของพม่าในครั้งนี้ ทำให้ชาวมอญหลายพันคน ในบริเวณนั้นต้องหนีภัยสงครามครั้งใหญ่ มาอยู่ที่บ้านเลาะโลในประเทศไทย ต่อมาทางการไทย ผลักดันให้ชาวมอญกลับไป ตั้งค่ายที่ฮะล็อคคะนี ด้วยเหตุผลที่ว่า ชาวมอญทำให้ป่าไม้ในบริเวณนั้นลดลง ส่วนบริเวณด่านเจดีย์สามองค์ กองทัพพม่าได้ส่งทหาร ๖๐๐ คนไปประจำการตั้งแต่ปี ๒๕๓๓ เป็นต้นมา
หลังจากด่านเจดีย์สามองค์ถูกพม่ายึดครอง พรรคมอญใหม่ซึ่งมีกองกำลังติดอาวุธประมาณ ๕,๐๐๐ คน ได้เปลี่ยนฐานที่มั่นใหม่ โดยเคลื่อนไหว อยู่ในป่าแถวชายแดนไทย - พม่า มีกองบัญชาการ สองจุดใหญ่ ๆ คือ ที่ตรงข้ามอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี ฝั่งตรงข้ามอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
นายมิต ออง ทหารมอญผ่านศึกวัย ๒๘ ปี (ให้สัมภาษณ์เมื่อปี ๒๕๓๖) มาจากเมืองเย เล่าถึงชีวิตทหารมอญ ก่อนถูกระเบิดแขนขาด และตาบอดว่า
"ผมเป็นทหารเพราะทนการกดขี่ ของพม่าไม่ได้ เลยชวนพรรคพวก เข้าสู้รบกับพม่า ผมรบกับพม่ามาไม่ต่ำกว่า ๕๐ ครั้ง ส่วนใหญ่ทหารพม่า ได้เปรียบกว่า เพราะคนมากกว่า แต่มันก็อยู่ที่ว่าในระหว่างลาดตะเวน ใครเจอก่อนก็ซุ่มโจมตีก่อน
"เมื่อสามปีมาแล้ว ใกล้กับเมืองเย พวกผมปะทะกับทหารพม่ากองพันที่ ๖๑ แล้วไปเหยียบกับระเบิด แขนขาด นิ้วขาด สะเก็ดระเบิดเข้าลูกตา ตอนนั้นผมไม่รู้ตัวแล้ว เพื่อน ๆ ช่วยกันหามกันมาหลายวัน กว่าจะมาถึงโรงพยาบาล ที่เมืองกาญจน์ ผมถูกตัดแขนที่นั่น อาการไม่ดีขึ้น เขาจึงส่งตัวมาที่โรงพยาบาลราชวิถี หมอเอาลูกตาของคนตายอายุ ๖๗ ปีมาใส่ให้ แต่ร่างกายไม่รับ เลยเปลี่ยนเป็นลูกตาของผู้หญิงอายุ ๒๗ ปี ใส่มาได้สองปีแล้วแต่ก็ยังมองไม่ค่อยเห็น"
หลังจากห้ำหั่นกันด้วยอาวุธสงคราม มานานหลายทศวรรษ นายสเว จิน บุรุษเหล็กแห่งพรรคมอญใหม่ จึงเริ่มมองข้ามฉากการสู้รบ ไปถึงการต่อสู้แบบสันติวิธี โดยฝ่ายมอญ ยินดีเปิดเจรจายุติการสู้รบ กับรัฐบาลพม่า หากเป็นไปตามเงื่อนไข ที่ฝ่ายมอญยอมรับได้
ทว่ากว่าการเจรจาจะยุติลงด้วยดี ทั้งสองฝ่ายก็ "วงแตก" ถึงสามครั้ง เนื่องจากต่างฝ่าย ต่างไม่ยอมรับเงื่อนไขซึ่งกันและกัน
การเจรจาครั้งแรกเริ่มต้นในเดือนธันวาคม ๒๕๓๖ พรรคมอญใหม่ ยื่นข้อเสนอไปทั้งหมด ๑๔ ข้อ ทางฝ่ายรัฐบาลพม่า ปฏิเสธกลับมาทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า ต้องการเพียงแค่การหยุดยิง ยังไม่พร้อมจะรับข้อเสนอใด ๆ ที่ฝ่ายมอญเรียกร้อง
การเจรจาครั้งที่ ๒ เริ่มต้นอีกครั้งในเดือนมีนาคม ๒๕๓๗ ฝ่ายมอญเสนอ ขอปกครองพื้นที่ตนเอง ซึ่งเคยอยู่ใกล้กองบัญชาการเก่าของมอญ รัฐบาลพม่า ไม่ยอมทำตามคำขอ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเสียทีเดียว โดยตกลงมอบพื้นที่ดูแล (หมู่บ้าน) ในทุกจังหวัดที่มอญเสนอมา แต่ให้จังหวัดละนิดหน่อย และให้กองบัญชาการทหารมอญ ไปอยู่ในป่าทึบ ห่างไกลหมู่บ้าน เป็นการตัดสัมพันธ์ ระหว่างชาวบ้าน กับทหารมอญทางอ้อม และฝ่ายมอญ จะต้องวางอาวุธ ทางฝ่ายมอญได้ทราบเงื่อนไข ที่รัฐบาลพม่าต้องการ ก็ "วงแตก"0 ทันที
สามเดือนต่อมา การเจรจาเริ่มต้น และยุติลงเหมือนสองครั้งก่อน เพราะหัวข้อเจรจา ยังวนเวียนอยู่เรื่องเดิม และทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีใครยอมใคร โดยเฉพาะประเด็นการวางอาวุธ ซึ่งฝ่ายมอญ ยื่นคำขาดว่า เป็นไปไม่ได้ มอญยังคงต้องมีอาวุธป้องกันตนเอง อีกทั้งการวางอาวุธ หมายถึงการยอมแพ้ ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ ของการเจรจาหยุดยิง
หลังจากพักรบบนโต๊ะเจรจาได้หนึ่งปี ทั้งสองฝ่ายก็ "ล้างไพ่" ตั้งข้อเสนอกันใหม่ โดยครั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลพม่า ยอมอ่อนข้อให้ฝ่ายมอญ ถืออาวุธในเขตปกครองของตน และยอมให้คนมอญ ดำเนินงานด้านสังคม และเศรษฐกิจใน "พื้นที่" ของตน พื้นที่ดังกล่าวมี ๑๒ หมู่บ้าน กระจายเป็นหย่อม ๆ อยู่ในเมืองมะละแหม่ง เมืองเย และเมืองทวาย ใกล้บริเวณอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี นอกเหนือจากพื้นที่นี้ หากทหารมอญถือปืน ออกมาเดินเพ่นพ่าน ถือว่าละเมิดสัญญา พรรคมอญใหม่เห็นว่า รัฐบาลพม่ายอมรับข้อเสนอ ที่มอญต้องการ การเจรจาจึงยุติลงด้วยดี และนับจากวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๓๘ เป็นต้นมา เสียงปืนในเขต ๑๒ หมู่บ้านก็เงียบสงบลงชั่วคราว ตราบเท่าที่ยังไม่มีใครละเมิดสัญญา
มีทหารมอญบางส่วน ไม่เห็นด้วยกับการเจรจาหยุดยิง ทหารมอญเหล่านี้ จึงแยกตัวออกมาตั้งกองกำลังติดอาวุธเป็นของตนเอง สู้รบอยู่นอกเขตพรรคมอญใหม่ โดยเฉพาะใกล้ชายฝั่งทะเล ในฝั่งตะวันออกของทวาย และในป่าตะนาวศรีติดชายแดน แผ่นดินมอญ จึงยังไม่สงบอย่างที่หลายคนเข้าใจ และชาวบ้านนอกเขต ๑๒ หมู่บ้าน ยังคงได้รับความเดือดร้อน จากการบุกรุกของทหารพม่า การเกณฑ์แรงงาน ปล้น ฆ่า ข่มขืน ยังคงดำเนินต่อไป ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐมอญ
สำหรับพื้นที่ ๑๒ หมู่บ้านที่เจรจาหยุดยิง พรรคมอญใหม่ ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมือง และดำเนินงานด้านเศรษฐกิจ ตามเงื่อนไขการเจรจา เนื่องจากรัฐบาลพม่า พยายามขัดขวางไม่ให้พรรคมอญใหม่ ดำเนินงานได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม นายเสว จิน บุรุษเหล็กวัย ๘๖ ปี ก็ยังยืนยันว่า การแสวงหาอิสรภาพ ด้วยวิถีทางทางการเมือง น่าเป็นทางออกที่ดีกว่าการทหาร และเขาเชื่อว่า การหยุดยิง ไม่ได้หมายถึงการยอมแพ้ แต่เป็นก้าวแรกของการต่อสู้แบบสันติวิธี
อ้างถึง
ความหวังที่เส้นขอบแดน
ที่เส้นขอบแดนไทย-พม่า ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย จนถึงจังหวัดระนอง มีค่ายผู้อพยพชนกลุ่มน้อย จากประเทศพม่าทั้งหมด ๑๘ ค่าย (รายงานล่าสุดจาก Burmese Border Consortuim หรือ BRC เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๔๓) แบ่งเป็นชาวคะเรนนีห้าค่าย ประชากรเกือบ ๑๗,๐๐๐ คน ชาวกะเหรี่ยง ๑๐ ค่าย ประชากรเกือบ ๙ หมื่นคน และชาวมอญ (ค่ายอยู่ในเขตพม่า) สามค่าย ประชากรกว่าหนึ่ง ๑ หมื่นคน
ตัวเลขที่นำมาแสดงข้างต้นมีนัยสำคัญสองประการ
ประการแรก ตัวเลขที่หายไปของผู้อพยพชาวไทยใหญ่ หมายความว่าอย่างไร ชาวไทยใหญ่ที่อพยพ จากตอนกลางรัฐฉาน ซึ่งมีกองกำลังสู้รบ ระหว่างเจ้ายอดศึก กับรัฐบาลพม่าหายไปไหน จากคำบอกเล่าของชาวไทยใหญ่ ในอำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่ ได้ความว่า ทุกวันนี้เฉพาะในเขตอำเภอฝางซึ่งเป็นอำเภอติดกับรัฐฉาน มีชาวไทยใหญ่อพยพ มาอยู่ตามท้องไร่ท้องนาไม่ต่ำกว่า ๑ แสนคน ถ้าเช่นนั้น เหตุใดคนไทยใหญ่ที่หนีตาย เข้ามาเมืองไทยเช่นเดียวกับผู้อพยพชาวกะเหรี่ยง จึงไม่มีค่ายผู้อพยพ
เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งทำงานช่วยเหลือคนไทยใหญ่จากรัฐฉาน เล่าถึงปัญหาของชาวไทยใหญ่ ที่เดินทางมาจากรัฐฉานว่า
"เราเคยพา UNHCR ไปดูสภาพชาวไทยใหญ่ ที่อาศัยอยู่ตามท้องนา ในอำเภอฝางหลายครั้ง เขาก็บอกว่ารัฐบาลไทย ไม่ยอมให้รับ เพราะถ้าอนุญาต ให้มีค่ายไทยใหญ่ รัฐบาลอเมริกา จะหาว่าเราช่วยเหลือขุนส่า แต่ที่จริงเขาน่าจะดูปัญหา ของผู้อพยพในด้านมนุษยธรรมมากกว่า เพราะชาวบ้านเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเด็ก และคนแก่ที่หนีภัยสงคราม มาพึ่งแผ่นดินไทย
"รัฐบาลไทยมักอ้างว่า ชาวไทยใหญ่เหล่านี้ เป็นแรงงานต่างด้าว เดินทางเข้ามาเมืองไทย เพื่อหางานทำ แต่ในสภาพความเป็นจริง ชาวไทยใหญ่ที่เป็นแรงงาน มีเพียงหนึ่งถึงสองคนต่อครอบครัว คนที่เหลือคือคนแก่ และเด็ก ซึ่งนายจ้างไม่รับเข้าทำงาน ดังนั้นคนหนึ่งคน หรือสองคนต้องหาเลี้ยงคนแก่ และเด็กอย่างน้อย ครอบครัวละห้าคน วันไหนที่ไม่มีงานในไร่ พวกเขาก็ไม่มีอะไรกิน ถ้าหากประเทศไทยยอมรับว่า พวกเขาคือผู้อพยพ อย่างน้อยทุกคนก็มีข้าวกิน และเด็ก ๆ ก็ได้เรียนหนังสือในค่าย ทุกวันนี้เด็ก ๆ มีชีวิตอยู่อย่างไร้การศึกษา เมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นมาในเมืองไทย เขาจะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง ปัญหาเหล่านี้ คนไทยจะต้องแบกรับต่อไปในอนาคต�
ประการที่ ๒ ตัวเลขที่ปรากฏในจำนวนที่แตกต่างกัน หมายความว่าอย่างไร หากดูตัวเลขจำนวนผู้อพยพชาวกะเหรี่ยง จะพบตัวเลขสูงเกือบ ๑ แสนคน เมื่อวิเคราะห์ถึงสาเหตุเบื้องต้น จะพบว่า โดยส่วนใหญ่อพยพมาเมืองไทย ด้วยเหตุผลของสงครามกลางเมือง ที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า ๕๐ ปี แต่หากพิจารณาลึกลงไป ก็จะพบสาเหตุอีกประการหนึ่ง ซึ่งประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ มีส่วนกับสงครามล้างเผ่า ในดินแดนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกรณีท่อก๊าซไทย - พม่า ทำให้คนมอญจำนวนมาก ต้องถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเขื่อนสาละวิน ที่กำลังจะสร้างในรัฐฉาน ทำให้ชาวไทยใหญ่จำนวนมาก ถูกขับออกจากหมู่บ้านเดิม ไปอยู่ในพื้นที่อพยพ ซึ่งไม่มีข้าวปลาอาหารใด ๆ เป็นเหตุให้หลายคนอดตาย หลายคนหนีมาเมืองไทย กรณีเหล่านี้ ยังไม่นับเขื่อนตลอดแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำเมย อีกไม่น้อยกว่าสิบเขื่อน และอีกหลายอภิมหาโครงการ ที่คนไทยกำลังจะเข้าไปลงทุน ผลกระทบจากโครงการเหล่านี้ จะทำให้ชนกลุ่มน้อยจำนวนมากกว่าเดิม หลายเท่าหนีตายมาเมืองไทย และเป็นปัญหาที่คนไทย ต้องแบกรับต่อไป
ผลพวงที่ตามมาจากการนำเงิน ไปลงทุนในประเทศพม่า ก็คือ ชนกลุ่มน้อยจะถูกปราบปราม ด้วยอาวุธที่ทันสมัยมากขึ้น กรณีท่อก๊าซไทย - พม่าน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะทันทีที่บริษัทโทเทล จ่ายค่าสัมปทานแหล่งก๊าซยาดานา สลอร์ก ก็สั่งซื่อเฮลิคอปเตอร์รวดเดียว ๒๔ ลำ
แม้อดีตทูตสหรัฐอเมริกา ประจำพม่าจะเคยแสดงความเห็นว่า
"การลงทุนของบริษัทต่างชาตินั้นสามารถกระตุ้น ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ในหลาย ๆ ประเทศ แต่ไม่ใช่ในพม่า เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ ที่สลอร์กได้จากการลงทุนของต่างชาติ จะถูกทุ่มไปยังกองทัพทั้งหมด โดยไม่ได้สนใจเลยว่า ผู้คนในชาติกำลังจะอดตาย�"
แต่นักลงทุนชาวไทย กับรัฐบาลไทย ก็ดูจะเพิกเฉยไม่ใส่ใจ และยังมุ่งมั่นดำเนินอภิมหาโครงการ ในรัฐชนกลุ่มน้อยต่อไป
...................................................
ตราบใดที่นักลงทุนชาวต่างชาติ ยังคงมองเห็นผลประโยชน์ทางธุรกิจ มากกว่าการกดดัน ให้มีการแก้ไขปัญหาระบอบการปกครอง ในประเทศพม่า ตราบนั้น เสียงปืนแห่งการสู้รบ และการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในประเทศพม่าก็จะยังคงดำเนินต่อไป และประเทศไทยก็จะได้รับ "ของแถม" จากการลงทุน เป็นผู้ลี้ภัยหลายแสนคน
|
|
|
ขบวนธงสวนสนามของทหารมอญ
แถวเยาวชนมอญจากหมู่บ้านต่างๆ ที่มาร่วมในพิธี
การกล่าวสุนทรพจน์ของตัวแทนพรรคมอญใหม
กองทหารเกียรติยศหน้าปะรำพิธีและผู้มาร่วมงาน
ทหารมอญที่ถูกเกณฑ์มาเข้าร่วมกับกองกำลังของพรรคมอญใหม่ MNSP ( New Mon State Party ) กำลังมีการเดินสวนสนามในวันชาติมอญปี 2547 ภาพนี้ถูกบันทึกไว้ได้โดยได้รับอนุญาติจากทหารมอญให้เข้าไปเก็บภาพเพื่อทำสารคดี ครั้นเมื่อทำงานให้กับองค์กรหนึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ในภาพเป็นทหารเด็กๆที่สมัครเข้าร่วมกับกองทัพเนื่องจากจะมีเงินเดือนและสวัสดิการที่ดีมากกว่าไปเรียนหนังสือซึ่งส่วนใหญ่ครอบครัวมีฐานะยากจน พวกเขาเดินสวนสนามกันอย่างฮึกเหิม ด้วยความหวังลึกๆในการมีประเทศอีกครั้ง
ล็อกอิน | สมัครสมาชิก